กรณีศึกษาเมื่อมองโลกด้วยแว่นตาสีเทา โรคซึมเศร้าในมนุษย์เงินเดือน New

วันที่: 24 ก.ค. 2562 13:30:42     แก้ไข: 24 ก.ค. 2562 14:12:44     เปิดอ่าน: 128     Blogs
เพราะในวัย 35-50ปี อาจจะเป็นช่วง Middle crisis หรือวิกฤติชีวิตวัยกลางคน ที่ใครหลายๆคนในช่วงอายุดังกล่าวต้องแบกรับความกดดัน ทั้งจากในเรื่องหน้าที่การงาน หนี้สิน ปัญหาทางบ้านและปัญหาสุขภาพที่เริ่มถามหาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อไม่ไหวบอกไหว และเพราะเป็นผู้ใหญ่จึงเจ็บปวด เมื่อทั้งความเครียดและความกดดันที่สะสมไว้ภายใน ที่เราพยายามแบกรับไว้จนถึงจุดที่จิตใจไม่อาจทนรับได้ไหว กลไกของสมองจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปจนอาจทำให้เราเปลี่ยนจากการมองโลกที่เคยสดใส ทำให้ทุกอย่างกลับกลายเป็นการมองผ่านแว่นตาสีเทา

ในวันที่มองโลกผ่านแว่นตาสีเทา
โลกของผู้ป่วยซึมเศร้านั้นมักจะเป็น "สีเทา" การมองโลกและความรู้สึกนึกคิดมักจะบิดไปในแง่ร้าย มองไปทางไหนก็ไม่มีความสุข ความกังวลใจจะมีในทุกเรื่อง จนทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข จนพยายามจะเริ่มหาวิธีให้หลุดพ้นจากแว่นตาสีเทาที่ใส่อยู่

ถ้าโรคมะเร็งเป็นลักษณะของโรคร้ายทางกายภาพที่ค่อยๆกัดกินทำลายสมรรถนะในการทำงานของร่างกาย “โรคซึมเศร้า” ก็คงเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนทำลายสภาพจิตใจไม่ต่างจากกัน โดยข้อมูลของกรมสุขภาพจิตในปี 2561 ที่ผ่านมามีการเปิดเผยตัวเลข จำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าในประเทศไทยที่สูงถึง 1.5 ล้านคน โดยมีผู้ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายจากภาวะดังกล่าว 1 คน ในทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยปัจจุบันอัตราผู้ป่วยซึมเศร้ากว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุเฉลี่ย 35-50 ปีขึ้นไป

เมื่อ "โรคซึมเศร้า" โจมตีเรา
เมื่อภาวะซึมเศร้านั้นคือ “โรค” ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและวินิจฉัยจากจิตแพทย์ 

ฉะนั้นผู้ที่จะบอกได้ว่าเราอยู่ในภาวะนี้หรือไม่นั้นคือแพทย์ เพราะในบางครั้งที่เราเกิดภาวะซึมเศร้าในจิตใจตนเองขึ้นมา เราก็มักจะคิดและวินิจฉัยเอาเองว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้า
เพราะจุดสำคัญผู้ที่ป่วยเป็น "โรคซึมเศร้า" จริงๆนั้นมักจะไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ตัวก็มาถึงปลายทางที่โรคซึมเศร้านั้นเข้าทำลาย จนเกิดความเสียหายและผลร้ายต่อตนเองและคนรอบข้าง

เมื่อ "ป่วย" แต่ไม่ยอมรับว่าป่วย จุดตระหนักรู้และยอมรับในการเป็นโรคซึมเศร้าของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนนั้นรู้ตัวตอนเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย อาละวาดฟาดงวงฟาดงาใส่ลูกน้องในความผิดเล็กๆน้อยๆ บางคนรู้ตัวตอนคนรอบข้างเริ่มมองด้วยสายตาที่สงสัยและไม่เข้าใจในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป บางคนเริ่มรู้ตัวตอนนั่งคุยและร้องไห้กับต้นไม้ แต่บางคนก็สายเกินไปที่จะมีโอกาสได้รู้ตัว

เมื่อต้องร่วมงานกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
เพราะซึมเศร้านั้นคือโรคที่สารเคมีในสมองที่ชื่อว่า "เซโรโทนิน" นั้นผิดปกติ การใช้ยาและรักษาตามคำแนะนำของแพทย์นั้นช่วยให้โรคนี้หายได้ โดยใช้ระยะเวลาในการปรับสภาพจิตใจให้ดีขึ้น
ในฐานะเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน สิ่งสำคัญที่เราต้องให้นั้นคือ "ความเข้าใจ" และให้ "เวลา"

เพราะผู้ที่ป่วยซึมเศร้านั้นส่วนใหญ่ไม่ต้องการคนปลอบใจ แต่ขอมีเพียงคนที่ไว้วางใจได้ เพื่อที่จะได้ระบายความทุกข์สาหัสในจิตใจนั้นออกมา ฉะนั้นสิ่งสำคัญของการเป็นเพื่อนร่วมหรือหัวหน้างานที่ต้องทำงานร่วมกับผู้ที่อยู่ในภาวะซึมเศร้านั้น ก็คือการฟังด้วยความเข้าใจและไม่ตัดสิน ให้โอกาสและให้อภัยในวันที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นทำผิดพลาดไป เพียงเท่านี้ก็คงจะไม่ยากเกินไปที่จะทำให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและโหดร้ายนี้ไปด้วยกัน

#เพราะสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกัน คือ การฟังอย่างเข้าใจและไม่ตัดสิน
อ้างอิง : www.dmh.go.th, www.honestdocs.co.th

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทำไมคนเราจึงเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้สิ่งรอบข้าง? (Cognitive Bias) ทำไมคนเราจึงเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้สิ่งรอบข้าง?

เหตุผลของการกระทำแบบนี้ มีคำตอบเดียว คือ เป็นธรรมชาติของคน ที่มักอธิบายทุกสิ่งที่ตนทำไป เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีต่อใจ และดำรงไว้ซึ่งความภูมิใจในตนเอง แม้ว่าคำอธิบายนั้น มันจะไม่สมเหตุสมผลก็ตาม
ทำไมคนเราจึงเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้สิ่งรอบข้าง? (Cognitive Bias) New

ทำไมคนเราจึงเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้สิ่งรอบข้าง? เหตุผลของการกระทำแบบนี้ มีคำตอบเดียว คือ เป็นธรรมชาติของคน ที่มักอธิบายทุกสิ่งที่ตนทำไป เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีต่อใจ และดำรงไว้ซึ่งความภูมิใจในตนเอง แม้ว่าคำอธิบายนั้น มันจะไม่สมเหตุสมผลก็ตาม

“Hate speech” คำนินทา ไม่ใช่แค่ดราม่าในออฟฟิศ (ตอนที่ 2) การนินทานำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจ
และเมื่อ Trust ถูกทำลาย Engagement ภายในองค์กรก็ยิ่งเสื่อมถอย
องค์กรใดไร้ Engagement ก็เปรียบเสมือนคนอยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่เข้าใจและไม่สื่อสารกัน
“Hate speech” คำนินทา ไม่ใช่แค่ดราม่าในออฟฟิศ (ตอนที่ 2) New

การนินทานำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจ และเมื่อ Trust ถูกทำลาย Engagement ภายในองค์กรก็ยิ่งเสื่อมถอย องค์กรใดไร้ Engagement ก็เปรียบเสมือนคนอยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่เข้าใจและไม่สื่อสารกัน

“Hate speech” คำนินทา เมื่อดราม่าอยู่รอบตัวเรา (ตอนที่ 1) “วาจาคืออาวุธ จงใช้อาวุธให้ตัวเราเองรอดพ้นจากอันตรายแต่อย่าใช้มันเพื่อทำร้ายคนอื่น”
การนินทาเป็น “Hate speech” หรือไม่เพราะถ้า Hate speech คือ วาจาที่สร้างความเกลียดชังและหวังผลในการทำร้ายจิตใจ
“Hate speech” คำนินทา เมื่อดราม่าอยู่รอบตัวเรา (ตอนที่ 1) New

“วาจาคืออาวุธ จงใช้อาวุธให้ตัวเราเองรอดพ้นจากอันตรายแต่อย่าใช้มันเพื่อทำร้ายคนอื่น” การนินทาเป็น “Hate speech” หรือไม่เพราะถ้า Hate speech คือ วาจาที่สร้างความเกลียดชังและหวังผลในการทำร้ายจิตใจ

"ตัวเราเป็นคนแบบไหน?"  "ตัวเราเป็นคนแบบไหน?" เป็นคำถามสั้นๆ เหมือนตอบไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายที่จะตอบได้
บางคนจะอยู่กับตัวเองมาหลายสิบปี ก็อาจใช้เวลาเป็นสิบๆ นาที กว่าจะบรรยายได้ว่า ตัวเองเป็นคนแบบไหน นิสัยยังไง?
"ตัวเราเป็นคนแบบไหน?" New

"ตัวเราเป็นคนแบบไหน?" เป็นคำถามสั้นๆ เหมือนตอบไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายที่จะตอบได้ บางคนจะอยู่กับตัวเองมาหลายสิบปี ก็อาจใช้เวลาเป็นสิบๆ นาที กว่าจะบรรยายได้ว่า ตัวเองเป็นคนแบบไหน นิสัยยังไง?

Dunning-Krugger Effect: ยิ่งรู้น้อย ยิ่งเข้าใจว่าตัวเองเก่งมาก ช่วงแรก ที่ไม่รู้อะไรเลย คนเรารู้ตัวดีว่ายังขาดความรู้ ต่อมา เมื่อเริ่มรู้เล็กน้อย หลายคนจะเกิดอาการ "ร้อนวิชา" และเข้าใจผิดว่า ตัวเองรู้มากเกินกว่าความเป็นจริง ความมั่นใจจะถาโถมเข้ามาจนล้นปรี่ บ้างก็คุยโวจนเป็นที่น่าหมั่นไส้ของเพื่อนๆ
Dunning-Krugger Effect: ยิ่งรู้น้อย ยิ่งเข้าใจว่าตัวเองเก่งมาก New

ช่วงแรก ที่ไม่รู้อะไรเลย คนเรารู้ตัวดีว่ายังขาดความรู้ ต่อมา เมื่อเริ่มรู้เล็กน้อย หลายคนจะเกิดอาการ "ร้อนวิชา" และเข้าใจผิดว่า ตัวเองรู้มากเกินกว่าความเป็นจริง ความมั่นใจจะถาโถมเข้ามาจนล้นปรี่ บ้างก็คุยโวจนเป็นที่น่าหมั่นไส้ของเพื่อนๆ

Defense Mechanisms ในที่ทำงาน ในแต่ละวัน ที่ทำงานเราเต็มไปด้วยความเครียดทั้งจากตัวงานและตัวคน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายองค์กรที่หนักอึ้ง ความคาดหวังและมาตรฐานการทำงานจากหัวหน้า หรือ ความขัดแย้งจากเพื่อนร่วมงานที่คิดต่างกัน ฯลฯ
Defense Mechanisms ในที่ทำงาน New

ในแต่ละวัน ที่ทำงานเราเต็มไปด้วยความเครียดทั้งจากตัวงานและตัวคน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายองค์กรที่หนักอึ้ง ความคาดหวังและมาตรฐานการทำงานจากหัวหน้า หรือ ความขัดแย้งจากเพื่อนร่วมงานที่คิดต่างกัน ฯลฯ