ถอดรหัสทีมทำงาน NetFlix

วันที่: 21 ก.ค. 2563 16:07:54     แก้ไข: 01 ก.พ. 2564 09:39:12     เปิดอ่าน: 1,181     Blogs

ทีมของ NetFlix ขึ้นชื่อว่า เป็นทีมที่รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพ
เราจึงนำมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Webinar ล่าสุด ในเรื่องการปรับทีมให้สามารถฟื้นฟูบริษัทได้อย่างรวดเร็วหลังจากวิกฤตโควิด 19

จริงอยู่ว่า NetFlix อาจไม่ได้ประสบปัญหาในช่วงนี้เท่าไรนะครับ เพราะ ช่วงวิกฤติยังอุตสาห์เติบโตได้ โดยมี user เพิ่มขึ้น 2 เท่า (16 ล้านบัญชีโดยประมาณ) แต่การปรับทีมทำงานของเขานี้เป็นจุดเด่นมานานแล้ว และการทำงานอย่างรวดเร็วเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกสถานการณ์ให้กลับมาแข่งขันทางธุรกิจได้ดีมากๆ

ทำไมเน็ตฟลิกซ์จึงมีทีมที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้

เพราะเขาต้องการความเร็วเพื่อชนะคู่แข่งครับ
แถมในตอนนั้นไม่ใช่คู่แข่งที่ธรรมดาด้วย แต่เป็นถึงยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Block Buster เลยทีเดียว

รายละเอียดสามารถหาอ่านได้ทั่วไปครับ
เพราะสิ่งสำคัญที่ผมอยากให้มอง คือ
กลไกในการสร้างทีมของเขามากกว่า

ผมเองก็เป็นแฟนของบริการ VDO on-demand หลายค่าย นอกจาก Netflix ก็ยังติดตามทั้ง Amazon Prime , HDB Go รุ่นเก่าหน่อยก็อย่าง Hollywood TV, Hooq ฯลฯ จึงพอพูดได้เต็มปากครับว่า
ของเขาดี และรู้ใจเราอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ

ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพหนัง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกจุดที่เราสัมผัส รับรู้
(หรือที่ภาษาการตลาดเรียกว่า Customer Experience)
แพลตฟอร์มของ NetFlix สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของทีมที่ทำงานอย่างพิถีพิถันจนตอบโจทย์และทำให้ NetFlix โตอย่างรวดเร็วจนโค่นเจ้าตลาดอย่าง BlockBuster ในยุคนั้น ภายในเวลา 5 ปี (แง่มูลค่าของบริษัท) ทั้งๆที่ตั้งมาไม่นาน

ทาง CFG จึงถอดรหัส ความสำเร็จที่รวดเร็วของ NetFlix ตามสูตรของ Formation X ซึ่งเป็นเครื่องมือการสร้างทีม ของ CFG
เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างทีม ให้องค์กรของคุณสามารถฟื้นตัวกลับมาหลังโควิด 19 ได้

โมเดล Formation X คือ เครื่องมือเพื่อการสร้างทีมงาน ให้สามารถปรับทีมรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลลัพธ์
โดยทีมทำงานนั้นจะมีลักษณะร่วม 2 แกน คือ ความแม่นยำ (Accuracy) และรวดเร็ว (Speed)

แกน 1 ความแม่นยำ (Accuracy)

เกิดจากสองส่วนย่อย คือ กิจกรรมที่มุ่งเน้น (Focused Activities) และ การตรวจสอบและปรับปรุง (Check & Change)
NetFlix โดนใจลูกค้า เพราะ เขาจะมีการจดจ่อกับกลยุทธ์หลักของตัวเองอย่างชัดเจน เช่น เรื่องของ Customer Focus
เมื่อเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างละเอียดว่า ต้องการรับชมอย่างต่อเนื่อง ต้องการให้มีการแนะนำหนังใหม่ๆ ไม่อย่างให้มีโฆษณามาคั่น ฯลฯ
จึงสามารถกำหนดกิจกรรมการทำงานของสมาชิกในทีมพัฒนาแพลตฟอร์มได้อย่างแม่นยำว่า ต้องทำอะไรบ้างและใครที่ต้องดู เช่น ต้องปรับ App ให้ มีปุ่ม post play (เล่นต่อ) Intro Skip (ข้าม) รวมถึงการทำ Original Content เพื่อให้เข้าถึงรสนิยมของลูกค้าแต่ละรสนิยม แต่ละประเทศได้ และต้องมีการวัดผลสำเร็จตามเป้าหมายของกิจกรรมที่ทำเสมอ

ถ้าไม่ได้ไม่ดีก็ปรับแก้ใหม่อยู่ตลอดเวลา เมื่อโฟกัสอย่างแน่วแน่ตรงนี้ จึงได้สิ่งที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ

แกนที่ 2 ความเร็ว (Speed)

หากมัวแต่เล็งให้แม่น ก็คงช้าคงไม่ทันคู่แข่ง สิ่งสำคัญอีกอย่างจึงต้องสร้างให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อให้เกิดความเร็วทั้งกระบวนการทำงานและการปรับปรุงเป้าหมายให้แม่นยำขึ้นด้วย

กติการการทำงานเพื่อให้เร็ว (Agile Working Rules) จึงเป็นตัวกำหนด Mindset ของทีมงาน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องการ ซึ่งต้องระบบออกมาเป็นพฤติกรรมให้ชัดๆ ว่าสิ่งไหนทำได้ และ สิ่งไหนไม่ควรทำ Do & Don't ของทีม NetFlix จึงมีหน้าตาประมาณนี้ครับ

Do Don’t
- สื่อสารอย่างเปิดเผยชัดเจน ทันที และแก้ปัญหา
- พูดความจริงต่อกัน และพูดต่อหน้ากัน
- มีความคิดหนักแน่น ยึดความจริง เอาหลักฐานมาพิสูจน์
- ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า
- เปิดกว้างในการออกไอเดีย
- ให้อิสระกับคนในทีมในการตัดสินใจ
- ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองถูก
- ไม่ใช้การควบคุม
- หลีกเลี่ยงTop Down Decision ผู้นำยอมถอยให้คนในทีมได้


อีกส่วนที่จำเป็นมากๆ ก็คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื่อต่อการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่รวดเร็ว (Faster Working Process) เพราะถ้าไม่ทำระบบรองรับคน ยังไงพฤติกรรมเขาก็ไม่เปลี่ยน และนี่เป็นอุปสรรคของทุกองค์กรที่มุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรมแทบตาย แต่ไม่ปรับสภาพแวดล้อมรองรับ สุดท้ายก็ลงเงินลงแรงไปฟรีๆ

Patty Mccord อดีต HR ของ NetFlix ได้แชร์ไอเดียไว้ว่า เธอได้สร้างระบบที่เอื้อให้เกิดผลงานดังนี้ครับ

- ส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารแบบเปิด ทุกคนมีสิทธิออกความคิดเห็น และตัดสินใจ
- การยืดหยุ่นชั่วโมงการทำงาน ดูที่ผลงานมากกว่าเวลาการทำงานหนัก
- ผู้จัดการต้องคอยสนับสนุนการทำงานของลูกน้องให้ราบรื่น
- อิงระบบการให้ feedback ที่บ่อยกว่าการประเมินผลประจำปี

ผลลัพธ์ก็คือ Netflix มีการเติบโตด้านคอนเทนต์อย่างมากจำนวนมากกว่า 2 เท่าในทุกๆ ปี และยังคงเป็นเป็นผู้นำด้าน Content ต่อไปแม้ว่าจะมีผู้ท้าชิงอีกมากมายที่อยากแซงให้ได้

สูตรของการทำทีม แบบ Formation X ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้ทีมทำงานเกิดวิธีการ (Process) ที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว บางส่วนจึงถูกปรับไปบ้าง เช่น การสร้างวัฒนธรรมทีม จะเน้นไปที่ Rule หรือ กติการ่วมกันมากกว่า เพราะเน้นที่ Quick Win Goal ทำให้การสร้างวัฒนธรรมอาจช้าเกินไป สำหรับสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ก็ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างวัฒนธรรมในระยะยาวได้ด้วย เพราะเมื่อสมาชิกในทีมมีพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป และมองเห็นประโยชน์จากการทำพฤติกรรมนั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน จนเป็นวิธีการทำงานร่วมกันแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์องค์กรได้เอง (การเปลี่ยนพฤติกรรมแบบ outside-in)

เมื่อทำได้ทั้งความแม่นยำและรวดเร็ว บริษัทก็สามารถเกิดผลงานได้เร็วตามไปด้วย และทำให้ลุกขึ้นจากการล้มเพราะวิกฤตได้เร็วกว่าเดิมครับ

ผมพยายามสรุป Formation X ในอย่างย่อๆ แล้วนะครับ แต่รายละเอียดมีเยอะจริงๆ ใครอ่านถึงตรงนี้ได้ ขอยอมรับในความตั้งใจมากครับ

ผู้อ่านท่านใดสนใจ รอติดตามชม เทปย้อนหลังของ Webinar ได้
ยังมีให้ชมเช่นเคย ยังไงจะเร่งทีมงานผมให้ตัดต่ออย่างแม่นยำ & รวดเร็ว แบบการทำงานของ NetFlix ก็แล้วกันครับ

---------------------------------
อนิรุทธิ์
Source:
- Powerful ทำไมเน็ตฟลิกซ์ ถึงมีแต่คนโคตรเก่ง
- หลักสูตร Formation X by Coach For Goal
---------------------------------
#CoachForGoalArticle #CFG
สร้างทัศนคติการทำงานให้ดีขึ้นในทุกวันแบบง่ายๆ
---------------------------------
รายละเอียดโปรแแกรมพัฒนาบุคลากรองค์กรที่
www.coachforgoal.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้
5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? New

การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้

รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน  "คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ
รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน

"คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ

ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้ อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ
แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" 
"ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ
ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้

อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" "ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ

บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่ "ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง"
จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"
บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่

"ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง" จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"

หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง แนวคิด หยิน-หยาง  นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน
ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ
หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง New

แนวคิด หยิน-หยาง นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ

อำนาจ 5 ประการ ที่ทำให้หัวหน้างานเป็นที่ยอมรับ การที่เราจะมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ คุณจะต้องมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้สามารถโน้มน้าว หรือ ต่อรอง ซึ่ง French และ Raven บอกว่าคุณจะต้องสร้างฐานของอำนาจจาก 5 ด้านนี้
อำนาจ 5 ประการ ที่ทำให้หัวหน้างานเป็นที่ยอมรับ New

การที่เราจะมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ คุณจะต้องมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้สามารถโน้มน้าว หรือ ต่อรอง ซึ่ง French และ Raven บอกว่าคุณจะต้องสร้างฐานของอำนาจจาก 5 ด้านนี้