ทำไมคนเราจึงเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้สิ่งรอบข้าง? (Cognitive Bias)

วันที่: 08 ส.ค. 2562 09:39:01     แก้ไข: 08 มี.ค. 2564 21:21:35     เปิดอ่าน: 2,558     Blogs

ทำไมคนเราจึงเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้สิ่งรอบข้าง?

เหตุผลของการกระทำแบบนี้ มีคำตอบเดียว คือ เป็นธรรมชาติของคน ที่มักอธิบายทุกสิ่งที่ตนทำไป เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีต่อใจ และดำรงไว้ซึ่งความภูมิใจในตนเอง แม้ว่าคำอธิบายนั้น มันจะไม่สมเหตุสมผลก็ตาม

เรียกว่ารู้ทั้งรู้ว่า "ไม่จริง" แต่ก็ยอมเชื่อ เพื่อให้ "สบายใจ" ไปวันๆ

การคิดทำนองนี้ ทางจิตวิทยาเรียกว่า Cognitive Bias หรือ อคติทางความคิด ซึ่งมีเป็นร้อยแบบร้อยชนิด แต่ทั้งหมดนั้นมีแก่นเหมือนกัน คือการรับรู้ที่บิดเบือน คลาดเคลื่อนจากความจริง จนประเมินสิ่งต่างๆไม่ถูกต้อง

ประโยชน์เดียวของมันคือ การทำให้เรามีความสุขอยู่ใน "ความจริงเสมือน" ที่สมจริงยิ่งกว่าแว่น VR (virtual reality)


ในการทำงาน ก็มีตัวอย่าง Cognitive Bias ที่พบบ่อยๆ คือ

อคติทางความคิดแบบแรก คือ การคิดเข้าข้างตัวเอง (Self Serving Bias)

สังเกตง่ายๆ คือ หากเป็นเรื่องที่ตัวเองทำได้ดี คนเรามักจะรีบบอกทันที ว่าความสำเร็จนี้ เกิดจากฝีมือของตนเอง เช่น ได้เลื่อนขั้น เพราะตั้งใจทำงาน หรือ มีฝีมือโดดเด่น หรือ เจรจากับลูกค้าจนได้ออร์เดอร์ เพราะเรามีการเตรียมตัวมาอย่างดี

แต่หากทำได้ไม่ดี หรือ ล้มเหลว ก็จะโทษว่าเป็นเพราะปัจจัยภายนอกรอบตัว คน/หน่วยงานอื่น ที่ส่งผลให้ทำงานนี้ไม่สำเร็จ เช่น ฝ่ายการตลาดทำส่วนลด โปรโมชั่นไม่ดี ทำให้เราขายของไม่ได้ หรือ ขาดการสนับสนุนจากเจ้านาย ฯลฯ

ถ้าสรุปเป็นสำนวนไทย จะเข้าใจง่าย แต่ก็แร๊งส์ นั่นคือ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น (หรือ โบ้ยตามสถานการณ์)

แบบที่สอง คือ การอธิบายสาเหตุที่ผิดๆ ไม่คิดจะดูให้รอบครอบคลุมทุกปัจจัย (Fundamental Attribution Error-FAE)
มักเกิดเวลามองพฤติกรรมคนอื่นๆ แล้วด่วนสรุปว่า สาเหตุเกิดจากนิสัยของตัวเขา โดยไม่ได้ดูองค์ประกอบอื่นๆ เช่น มองเพื่อนร่วมงานที่ปิดการขายไม่ได้ว่าเป็นคนไร้ความสามารถ ไม่ทุ่มเทในการทำยอด ไร้ Can do Attitude หรือ แบบเบาๆ ก็เช่น มองคนที่เขามาทำงานสายว่า เป็นคนไม่รับผิดชอบ ซึ่งในบางครั้ง อาจมีสาเหตุอื่นๆ ที่มากกว่านั้น

ผลก็คือ ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงสาเหตุที่แท้จริง หรือ เป็นการด่วนตัดสินจนรู้สึกไม่ดีต่อกัน โดยเฉพาะในการพัฒนาทักษะลูกน้อง เพราะเอะอะก็ตราหน้าว่า เป็นคนไม่ได้เรื่องไปก่อนแล้ว

การมีอคติทางความคิดแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็หนักแล้ว ถ้ามีครบทั้งคู่ยิ่งทำให้เกิดการมองคนอื่นๆ ผิดเพี้ยนไปจากความจริง จนอาจคิดว่า ข้าแน่ข้าเก่งคนเดียว รวมทั้งตัดสินเพื่อนร่วมงานคนอื่น เป็นคนไม่ได้เรื่องด้วย ท้ายที่สุดก็จะนำมาซึ่งบรรยากาศการทำงานที่ไม่น่าอยู่ในเร็ววัน

ลองหันมาดูไหมว่า เราเคยหลุดคำพูดไหนบ้าง? ถ้ามีดึงสติด่วน!

บทความโดย

Aniruth Tulsuk (อนิรุทธิ์ ตุลสุข)
Sr. Consultant & Facilitator-CFG 
 
M.A. Industial and Organizaional Psychology, Thammasat University
Former Learning & Development Manager, FMCG/Property
Interesting Areas:
Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change,Trait & Personality, Visual Thinking
 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Quote For Goal คำคมสำหรับผู้นำ รวมวาทะคำคมสำหรับผู้นำ เพื่อจุดประกายความคิด และเป็นแนวทางการบริหารคนและงาน ให้สำเร็จตามสถานการณ์ที่เหมาะสม
Quote For Goal คำคมสำหรับผู้นำ New

รวมวาทะคำคมสำหรับผู้นำ เพื่อจุดประกายความคิด และเป็นแนวทางการบริหารคนและงาน ให้สำเร็จตามสถานการณ์ที่เหมาะสม

People Strategy Through The Recession Free Presentation Download: งาน Webinar "People Strategy Through The Recession"  วิกฤตหนนี้ องค์กรควรลงทุน เพื่อสร้างความอยู่รอดและโอกาสที่ยั่งยืน" เพียงแต่สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องพิจารณา คือ "กลยุทธ์ในการพัฒนาคน" ควรจะเป็นแบบใด จึงจะเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และ ได้ผลลัพธ์ในทางธุรกิจอย่างที่องค์กรต้องการจริงๆ
People Strategy Through The Recession New

Free Presentation Download: งาน Webinar "People Strategy Through The Recession" วิกฤตหนนี้ องค์กรควรลงทุน เพื่อสร้างความอยู่รอดและโอกาสที่ยั่งยืน" เพียงแต่สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องพิจารณา คือ "กลยุทธ์ในการพัฒนาคน" ควรจะเป็นแบบใด จึงจะเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และ ได้ผลลัพธ์ในทางธุรกิจอย่างที่องค์กรต้องการจริงๆ

โมเดล 70:20:10 การพัฒนาคนที่องค์กรยุคใหม่ต้องนำไปใช้ แนวทางการพัฒนาของบริษัทชั้นนำในยุคนี้ ส่วนใหญ่จะใช้แนวทางตามโมเดล 70:20:10 ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Coca-Cola ฯลฯ
ตัวเลขที่ว่า ก็คือ สัดส่วนของแนวทางการพัฒนาพนักงานที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และส่งผลลัพธ์ในงาน โดยรายละเอียดมีดังนี้
โมเดล 70:20:10 การพัฒนาคนที่องค์กรยุคใหม่ต้องนำไปใช้

แนวทางการพัฒนาของบริษัทชั้นนำในยุคนี้ ส่วนใหญ่จะใช้แนวทางตามโมเดล 70:20:10 ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Coca-Cola ฯลฯ ตัวเลขที่ว่า ก็คือ สัดส่วนของแนวทางการพัฒนาพนักงานที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และส่งผลลัพธ์ในงาน โดยรายละเอียดมีดังนี้

Thailand RESET, Business RESTART เช็คความพร้อมทีมงาน เพื่อสร้าง Results ให้องค์กร ประเทศไทยได้ Reset กฎระเบียบต่างๆ ช่วงโควิด-19 ให้กลับมาเป็นสถานการณ์ปกติ สิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำ คือ Restart ตัวเอง หัวหน้าต้องพาทีม พุ่งทะยาน ไปสร้าง Results หรือ ผลลัพธ์ในธุรกิจให้กลับมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่ทีมของคุณพร้อมแล้วหรือยัง ลองเช็คความพร้อมจากคำถามเหล่านี้
Thailand RESET, Business RESTART เช็คความพร้อมทีมงาน เพื่อสร้าง Results ให้องค์กร

ประเทศไทยได้ Reset กฎระเบียบต่างๆ ช่วงโควิด-19 ให้กลับมาเป็นสถานการณ์ปกติ สิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำ คือ Restart ตัวเอง หัวหน้าต้องพาทีม พุ่งทะยาน ไปสร้าง Results หรือ ผลลัพธ์ในธุรกิจให้กลับมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่ทีมของคุณพร้อมแล้วหรือยัง ลองเช็คความพร้อมจากคำถามเหล่านี้

ประเมินผลการพัฒนาคนอย่างไร? ให้ได้ Results ที่องค์กรต้องการ เสียงบพัฒนาคนไปแล้ว บริษัทจะได้อะไรกลับมาบ้าง?" เจอคำถามนี้ จะต้องตอบอย่างไร? เพื่อให้ตอบคำถามนี้ และวัดผลการอบรมได้ Model ของ Kirkpatrick จึงถูกนำมาใช้ เพื่อดูว่า โครงการพัฒนาคนนั้น สร้างผลลัพธ์ระดับใดบ้าง
ประเมินผลการพัฒนาคนอย่างไร? ให้ได้ Results ที่องค์กรต้องการ New

เสียงบพัฒนาคนไปแล้ว บริษัทจะได้อะไรกลับมาบ้าง?" เจอคำถามนี้ จะต้องตอบอย่างไร? เพื่อให้ตอบคำถามนี้ และวัดผลการอบรมได้ Model ของ Kirkpatrick จึงถูกนำมาใช้ เพื่อดูว่า โครงการพัฒนาคนนั้น สร้างผลลัพธ์ระดับใดบ้าง

5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้
5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? New

การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้