ภาวะ "Burnout" ตอนที่ 1: กรณีศึกษา "ภาวะหมดไฟ" หาใช่ใจอ่อนแอ

วันที่: 24 ก.ค. 2562 11:45:31     แก้ไข: 08 ส.ค. 2562 09:27:57     เปิดอ่าน: 1,089     Blogs
ภาวะ "Burnout" กรณีศึกษา "ภาวะหมดไฟ" หาใช่ใจอ่อนแอ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา คงจะมีหลายๆครั้งในชีวิตการทำงานที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า ไม่สบายใจ วันจันทร์ทีไรน้ำตาจะไหลทุกที อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่าเป็นอาการของโรคเกลียดวันจันทร์หรือ "I hate Monday syndrome" เพราะมันอาจจะลึกล้ำกว่านั้นก็เป็นได้

เพราะความเครียดเรื้อรังจากการทำงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เมื่อ WHO องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ "Burnout" หรือ "ภาวะหมดไฟ" เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการของภาวะความอ่อนล้าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื้อรังที่มาจากการทำงาน โดยผู้ที่อยู่ในภาวะนี้จะมีภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปในทั้งในด้านอารมณ์ เช่น เคร่งเครียด เหนื่อยล้าตลอดเวลา (Exhaustion) เริ่มมีพฤติกรรมในทางลบในการปฏิบัติงาน (Cynicism) และประเมินผลงานตนเองในด้านลบ (Professional inefficiency) ซึ่ง”ภาวะหมดไฟ”นี้ ย่อมจะนำพาให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนี้เกิดปัญหาในการทำงาน และทำงานผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้เกิดความเครียด ความท้อแท้ใจ และไม่สามารถทำงานต่อไปได้ในที่สุด

ซึ่งแต่เดิมพอมีใครซักคนบ่นว่าเริ่มหมดไฟ เราในฐานะเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานมักจะปลอบใจกันไปว่า "เอาน่า สู้ๆ อดทนหน่อย" หรือพาลมองว่าคนที่คิดเช่นนี้เป็นคนอ่อนแอ ไม่มีความอดทนไปซะได้ แต่รู้หรือไม่ว่าตัวเราเองก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอื่นในองค์กรอยู่ใน "ภาวะหมดไฟ" ได้เช่นกัน เพราะจากการศึกษาพบว่านอกจาก "Internal factor" แล้ว "External factor" เช่น สภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานและวัฒนธรรมองค์กร ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานตกอยู่ใน "ภาวะหมดไฟ" ได้เป็นอย่างมาก

เมื่อ "ภาวะหมดไฟ" ไม่ใช่ "โรค" ถ้าเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องมาบอกเราว่าตอนนี้อยู่ในภาวะ Burnout เราควรทำอย่างไร
ก่อนอื่นอย่าเพิ่งตัดสินใครว่าใจอ่อนแอ อย่าเพิ่งรีบด่วนแนะนำให้ไปนั่งสมาธิ

ถ้าเรายังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เค้ากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้คืออะไร
เพราะสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะนี้คือ "Empathy" หรือความเห็นอกเห็นใจ

ซึ่งจะนำพาให้เราเข้าใจในปัญหาและรู้สาเหตุของภาวะนั้นได้อย่างแท้จริง

และอย่างที่บอกไปในข้างต้นว่า ภาวะหมดไฟนี้ External Factor มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ลองพิจารณาตัวเราเองด้วยว่า เราเองนั้นมีสถานะเป็น "มลพิษ" ที่มีส่วนสร้างสภาวะอันเป็นพิษในที่ทำงานจนทำให้ลูกน้องหรือคนรอบข้างนั้นตกอยู่ในอาการ Burnout หรือไม่
เราจึงควรช่วยกันสร้างภาวะคุ้มกัน หรือ Team culture ที่มี Empathy เพื่อเป็นวัคซีนในการป้องกัน เพราะสุดท้าย ถ้าองค์กรใดมีพนักงานผู้อยู่ในภาวะหมดไฟ มากขึ้นในทุกวัน ภาวะนั้นคงลุกลามมาจนทำร้ายจนองค์กรให้อยู่ในภาวะ Burnout จนกลายเป็นองค์กรที่ไร้ประสิทธิภาพไปในสักวัน

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้
5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? New

การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้

รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน  "คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ
รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน

"คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ

ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้ อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ
แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" 
"ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ
ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้

อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" "ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ

บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่ "ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง"
จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"
บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่

"ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง" จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"

หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง แนวคิด หยิน-หยาง  นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน
ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ
หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง New

แนวคิด หยิน-หยาง นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ

อำนาจ 5 ประการ ที่ทำให้หัวหน้างานเป็นที่ยอมรับ การที่เราจะมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ คุณจะต้องมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้สามารถโน้มน้าว หรือ ต่อรอง ซึ่ง French และ Raven บอกว่าคุณจะต้องสร้างฐานของอำนาจจาก 5 ด้านนี้
อำนาจ 5 ประการ ที่ทำให้หัวหน้างานเป็นที่ยอมรับ New

การที่เราจะมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ คุณจะต้องมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้สามารถโน้มน้าว หรือ ต่อรอง ซึ่ง French และ Raven บอกว่าคุณจะต้องสร้างฐานของอำนาจจาก 5 ด้านนี้