สำหรับผู้นำ จินตนาการ หรือ ความรู้ สำคัญกว่ากัน?

วันที่: 05 ก.พ. 2563 14:40:28     แก้ไข: 21 ก.ค. 2563 15:52:31     เปิดอ่าน: 1,611     Blogs

"จินตนาการสำคัญ กว่าความรู้"
เมื่อไอน์สไตน์ ว่าอย่างนั้น จึงทำให้เกิดการถกเถียงกันว่า

แล้วผู้นำควรจะมีจินตนาการที่คิดโครงการแปลกใหม่ ไอเดียบรรเจิด
มากกว่า เน้นความรู้วิชาการ งานวิจัยให้แน่นๆ ใช่ไหม?

ฝ่ายที่เห็นด้วย จะยืดอกบอกตัวเองว่า
ผู้นำต้องมีความฝันนำหน้า จึงถือว่ามีวิสัยทัศน์ มองไกล ไอเดียแจ่ม
ดูอย่าง สตีฟ จ๊อบส์สิ จินตนาการของเขาทำให้ Apple เติบโตดีแค่ไหน

ส่วนอีกฝ่าย ก็จะโต้ว่า ถ้ามีแต่ไอเดีย แต่ขาดกรณีศึกษา
ขาดวิชาความรู้เท่ากับมั่วนิ่ม พากันไปตายเสียมากกว่า เพราะวิธีใหม่ๆนั้น
ไม่มีใครเขาทำกัน ดูอย่างบิลเกตส์ สิ เขาบริหาร Microsoft จนเป็นยักษ์ใหญ่ได้
ก็เพราะ อ่านหนังสือหาความรู้มากมาย

ก่อนการถกเถียงจะบานปลายกว่านี้ ลองย้อนกลับมาดูบริบท ที่ไอน์สไตน์พูดให้มากขึ้นอีกหน่อย

"Imagination is more important than knowledge. For knowledge is limited,
whereas imagination embraces the entire world, stimulating progress, giving birth to evolution."

มุมมองของไอน์สไตน์ มองว่า ความรู้นั้นมีข้อจำกัด (กล่าวคือ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต)
แต่จินตนาการเป็นการมุ่งไปข้างหน้า กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนที่ และเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการ"

ซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพียงแต่ถ้าให้ชั่งน้ำหนัก เขาเลือกให้ "จินตนาการขี่กว่าอยู่หน่อยๆ" เพราะเหตุผลที่ว่าไปข้างต้น
และมันทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ เสมอ

หากจะคิดต่อยอดไปอีก ลองสมมติดูว่า
ถ้าผู้นำมีแต่ไอเดียความฝันเพียวๆ ขาดองค์ความรู้ในการดำเนินการ ก็คงจะไม่มีรางวัลใดๆ
แก่คนช่างฝัน เวลาผ่านไปสักสิบปี เขาก็ยังอาจจะคงนั่งอยู่กับความฝันเหมือนเดิม

ตรงข้าม หากเอาแต่ความรู้ล้วนๆ ก็อาจมองเห็นแต่หนทางเดิม ที่มีแต่รอยเท้าคนอื่นๆ
เดินผ่านมาแล้ว ไม่อาจมองเห็นทิศทางใหม่ๆ การคิดค้นสิ่งใหม่ก็ไม่เกิด

ยิ่งเป็นยุค Disruption นี้ ที่โลกเรามีซับซ้อนรวดเร็ว บางทีความรู้เดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลด้วยซ้ำไป
ก็ต้องใช้จินตนาการเข้ามาช่วยเสริมด้วย

สรุปแล้ว ผู้นำจึงควรต้องมีทั้งสองอย่าง เพราะทั้งคู่เป็นเรื่องสำคัญ เหมือนขาข้างซ้ายและขวา
ที่ทำให้งานเดินไปได้ และไม่มีใครมาจำกัดว่าต้องมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

อย่าง บิล เกตส์ แม้คนทั่วไปจะรับรู้ว่า เขาเป็นหนอนหนังสือ แต่จริงๆ แล้วเขาก็มีจินตนาการมากพอ
ที่จะเห็นภาพของโลกที่ทุกคนมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอยู่บนโต๊ะ ตั้งแต่ ปี 1975 แล้ว
ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะสร้างบริษัท ไมโครซอฟท์ขึ้นมา โดยมีแนวร่วมคือ พอล อัลเลน

ส่วนกรณีของ จ๊อบส์เอง ก็มีคู่หูที่มีความรู้ทางเทคนิคอย่าง สตีฟ วอซเนียก ที่ช่วยส่งเสริม
ทำให้จินตนาการของเขาเป็นจริง ดังนั้น ผู้นำคนใด มีส่วนใดมากน้อย ก็สามารถพัฒนาทักษะอีกด้านเสริมได้
หรือ ลองหาตัวช่วยจากทีมงาน เพื่อให้งานเดินได้ ก็เป็นอีกทางเลือก

ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกัน ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ หรือ ความรู้สำคัญกว่าจินตนาการ
เพราะ สิ่งสำคัญกว่าทั้งคู่ คือ การเริ่มลงมือทำ

เอ้า! วันจันทร์แล้ว เริ่มต้นลงมือทำงานกันเถอะครับ
----------------------------------
Content: อนิรุทธิ์ ตุลสุข
Sources: Start with Why

บทความโดย

Aniruth Tulsuk (อนิรุทธิ์ ตุลสุข)
Sr. Consultant & Facilitator-CFG 
 
M.A. Industial and Organizaional Psychology, Thammasat University
Former Learning & Development Manager, FMCG/Property
Interesting Areas:
Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change,Trait & Personality, Visual Thinking
 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Thailand RESET, Business RESTART เช็คความพร้อมทีมงาน เพื่อสร้าง Results ให้องค์กร ประเทศไทยได้ Reset กฎระเบียบต่างๆ ช่วงโควิด-19 ให้กลับมาเป็นสถานการณ์ปกติ สิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำ คือ Restart ตัวเอง หัวหน้าต้องพาทีม พุ่งทะยาน ไปสร้าง Results หรือ ผลลัพธ์ในธุรกิจให้กลับมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่ทีมของคุณพร้อมแล้วหรือยัง ลองเช็คความพร้อมจากคำถามเหล่านี้
Thailand RESET, Business RESTART เช็คความพร้อมทีมงาน เพื่อสร้าง Results ให้องค์กร

ประเทศไทยได้ Reset กฎระเบียบต่างๆ ช่วงโควิด-19 ให้กลับมาเป็นสถานการณ์ปกติ สิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำ คือ Restart ตัวเอง หัวหน้าต้องพาทีม พุ่งทะยาน ไปสร้าง Results หรือ ผลลัพธ์ในธุรกิจให้กลับมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่ทีมของคุณพร้อมแล้วหรือยัง ลองเช็คความพร้อมจากคำถามเหล่านี้

ประเมินผลการพัฒนาคนอย่างไร? ให้ได้ Results ที่องค์กรต้องการ เสียงบพัฒนาคนไปแล้ว บริษัทจะได้อะไรกลับมาบ้าง?" เจอคำถามนี้ จะต้องตอบอย่างไร? เพื่อให้ตอบคำถามนี้ และวัดผลการอบรมได้ Model ของ Kirkpatrick จึงถูกนำมาใช้ เพื่อดูว่า โครงการพัฒนาคนนั้น สร้างผลลัพธ์ระดับใดบ้าง
ประเมินผลการพัฒนาคนอย่างไร? ให้ได้ Results ที่องค์กรต้องการ New

เสียงบพัฒนาคนไปแล้ว บริษัทจะได้อะไรกลับมาบ้าง?" เจอคำถามนี้ จะต้องตอบอย่างไร? เพื่อให้ตอบคำถามนี้ และวัดผลการอบรมได้ Model ของ Kirkpatrick จึงถูกนำมาใช้ เพื่อดูว่า โครงการพัฒนาคนนั้น สร้างผลลัพธ์ระดับใดบ้าง

5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้
5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? New

การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้

รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน  "คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ
รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน

"คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ

ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้ อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ
แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" 
"ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ
ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้

อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" "ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ

บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่ "ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง"
จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"
บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่

"ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง" จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"