“Hate speech” คำนินทา เมื่อดราม่าอยู่รอบตัวเรา (ตอนที่ 1)

วันที่: 31 ก.ค. 2562 14:55:46     แก้ไข: 16 ม.ค. 2563 16:29:36     เปิดอ่าน: 1,123     Blogs
“วาจาคืออาวุธ จงใช้อาวุธให้ตัวเราเองรอดพ้นจากอันตรายแต่อย่าใช้มันเพื่อทำร้ายคนอื่น”

การนินทาเป็น “Hate speech” หรือไม่?

เพราะถ้า Hate speech คือ วาจาที่สร้างความเกลียดชังและหวังผลในการทำร้ายจิตใจ ถ้าไม่หลอกตัวเองจนเกินไป คงตอบได้ทันทีว่า ”ใช่จ้า” เพราะสิ่งที่พูดออกไปเมื่อใช้คำว่า “นินทา” ก็คงอยู่ในหมวดหมู่ที่จัดว่าไม่ใช่เรื่องดี บางคนบอกว่านินทาเฉยๆไม่ได้ทำร้ายใคร แต่คิดซักนิดว่าถ้าไม่หวังผลใดให้เรื่องไม่ดีของคนอื่นแพร่ออกไป ควรจะพูดให้ต้นไม้ที่บ้านฟังก็ได้ ไม่เกิดผลกระทบกับใครอีกด้วย
 
ทำไมคนเราจึงชอบนินทา ว่าด้วยหลักจิตวิทยา วิชา นินทาศาสตร์ 101

เพราะการนินทาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าสังคม

จากการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า ผู้ที่มีนิสัยชอบนินทาพึงพอใจที่จะได้รับการยอมรับในการมีข้อมูลที่เหนือกว่าผู้อื่น และดึงดูดให้ผู้อื่นหันมาสนใจในข้อมูลที่ตนมี ซึ่งถ้าหากร่วมด้วยทัศนคติที่ไม่เหมาะสมบางอย่างเสริมเข้าไป ยิ่งมักจะทำให้จุดเริ่มต้นจากการนินทานำพาไปสู่การเกิดดราม่าในการทำงานได้โดยง่าย
 
เพราะ “Attitude” เป้นเรื่องสำคัญและแอดอ้วนนั้นเคยเป็น “ชาวนินทาบุรี”มาก่อน

จึงขอสะท้อนความคิดของตนในวันนั้น มาสะท้อนให้ทุกท่านพิจารณาในวันนี้ว่า Attitude เริ่มต้นของผู้เริ่มต้นเป็นชาวนินทาบุรีมีที่มาที่ไปเช่นไร และท่านเองเข้าข่ายเป็นชาวนินทาบุรีหรือไม่ จะได้ระแวดระวังและกลับหลังหันได้ทันก่อนจะเป็นพลเมืองโดยสมบูรณ์แบบ

Prejudgment คือการด่วนสรุปและตัดสินผู้อื่นไปล่วงหน้า โดยไม่มีข้อมูลความถูกต้องที่แท้จริง ดั่งวลีที่ว่า  “รู้เพียงหนึ่งพูดไปถึงสิบ” และหยิบเอาข้อมูลเพียงหนึ่งเดียวที่เรามี ซึ่งการจากการรับรู้ของเราเพียงฝ่ายเดียวมาตัดสินผู้อื่น

Predominance คือความต้องการมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่น และอยากได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น
จึงใช้ข้อมูลที่มีมาใช้ในการพูดถึงบุคคลที่ 3 เพื่อสร้างบทสนทนา โดยไม่สนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบเช่นไร ขอเพียงให้ตนเป็นที่สนใจและได้รับการยอมรับในวงสนทนาก็เพียงพอแล้ว

มี “Attitude” แบบ 2-Pre ประตูเมืองนินทาบุรีก็ยินดีเปิดต้อนรับท่าน เพราะ “Attitude” นำมาซึ่งพฤติกรรม จนทำให้ถลำเข้าสู่การเป็น ”ชาวนินทาบุรี”


Next Episode: เมื่อ “Hate speech” คำนินทา ไม่ใช่แค่ดราม่าในออฟฟิศ
Content by แอดอ้วนผู้เคยได้รับฉายา “ท่านหัวหน้าเผ่า” ของชาวนินทาบุรี

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้
5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? New

การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้

รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน  "คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ
รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน

"คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ

ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้ อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ
แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" 
"ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ
ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้

อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" "ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ

บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่ "ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง"
จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"
บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่

"ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง" จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"

หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง แนวคิด หยิน-หยาง  นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน
ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ
หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง New

แนวคิด หยิน-หยาง นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ

อำนาจ 5 ประการ ที่ทำให้หัวหน้างานเป็นที่ยอมรับ การที่เราจะมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ คุณจะต้องมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้สามารถโน้มน้าว หรือ ต่อรอง ซึ่ง French และ Raven บอกว่าคุณจะต้องสร้างฐานของอำนาจจาก 5 ด้านนี้
อำนาจ 5 ประการ ที่ทำให้หัวหน้างานเป็นที่ยอมรับ New

การที่เราจะมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ คุณจะต้องมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้สามารถโน้มน้าว หรือ ต่อรอง ซึ่ง French และ Raven บอกว่าคุณจะต้องสร้างฐานของอำนาจจาก 5 ด้านนี้