เรื่องราวของ Kodak ถูกนำมาโพสผ่านหน้าสื่อต่างๆ อีกครั้ง

วันที่: 11 ส.ค. 2563 11:07:01     แก้ไข: 01 ก.พ. 2564 09:38:23     เปิดอ่าน: 2,037     Blogs
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวของ Kodak ถูกนำมาโพสผ่านหน้าสื่อต่างๆ อีกครั้ง
.
ผมจำได้ว่าในช่วง 10 กว่าปีหลัง
เรื่องราวของ Kodak มักถูกนำเสนอในแง่มุมของการเปลี่ยนแปลง ทางธุรกิจเสมอ (Change) ว่า Kodak เป็นสัญลักษณ์ ความเสื่อมถอย ล้าหลัง ปรับตัวไม่ทันจนตกยุค และหมดสภาพธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองในอดีต (พอๆกับโนเกีย)
.
แต่ในตอนที่ผมเป็นเด็กนั้น เป็นยุคที่ Kodak รุ่งเรืองขั้นสุด ถ้าพูดถึงการถ่ายรูป เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่นึกถึงผลิตภัณฑ์ของเค้า เพราะเป็นผู้นำวงการยาวนานเป็นร้อยปี และยากที่จะหาใครชิงตำแหน่งได้
.
จริงๆ แลัว จุดผิดพลาดของ Kodak นั้น รายละเอียดมันลึกซึ้งมากกว่าแค่การไม่ยอมปรับตัวตามยุคสมัยนะครับ
 
ถ้าเอาย่อๆ ก็คือ Kodak ก็ปรับครับ แต่มันไปผิดทางจากที่คิด เพราะเค้าไปมุ่งต่อยอดจากธุรกิจเดิม ซึ่งก็คือ ฟิล์มและการอัดภาพจนเกินไป
.
ด้วยวิสัยทัศน์นี้ แม้เขาจะคาดได้ถูกต้องว่า พฤติกรรมคนในยุคดิจิตอลจะเปลี่ยนแปลงไป (คือคนน่าจะอยากแชร์ภาพผ่านเว็บซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังนิยม) และได้เตรียมตัวด้วยการเข้าซื้อเว็บไซต์สำหรับแชร์ภาพถ่าย ที่ชื่อ Ofoto เมื่อปี 2001
.
แต่มันกลับเป็นไปเพื่อส่งเสริมการอัดภาพตามผลิตภัณฑ์เดิมของตน และทุ่มกำลังในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อถ่ายโอนภาพจากกล้องเข้าคอมมากกว่าสิ่งอื่นใด
.
อนิจจา การเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล มันดันไปไกลเกินกว่าที่คิด ขนาดจนถึงขนาดพลิกรูปแบบอุตสาหกรรม Kodak จึงไม่สามารถปรับองค์กร เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ทัน
.
หลังจากฝืนอยู่นาน ท้ายที่สุด โกดัก ก็ล้มละลายในปี 2012 พร้อมกับกลายเป็นตำนาน (ด้านที่ไม่สวย) อย่างที่จั่วหัวไปข้างต้นแหละครับ
.
จากนั้นข่าวคราวของยักษ์ใหญ่รายนี้ก็เงียบไปตามกาลเวลา จนหลายคนอาจเข้าใจว่า Kodak ปิดกิจการไปแล้วด้วยซ้ำ
.
จนล่าสุด หุ้นโกดักกลับมาทะยาน ถึงเกือบ 20 เท่า เมื่อรัฐบาลสหรัฐมอบโอกาสครั้งสำคัญ ที่เป็นราวกับเวทย์ชุบชีวิตให้ยักษ์ใหญ่คืนชีพ นั่นคือ การมอบเงินกู้ให้ ราวๆ 24,000 ล้านบาท
.
โดยมอบภาระกิจสำคัญที่มาพร้อมกับเงื่อนไขการคืนชีพนี้คือ จงผลิตส่วนประกอบยาภายใต้ “กฎหมายการผลิตในยามสงคราม” (Defense Production Act) ซะ เพราะตอนนี้ สหรัฐจำเป็นต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 ที่เพิ่มจำนวนอย่างมากในขณะนี้ อีกทั้งต้องการลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ
.
เผอิญว่า Kodak เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวจากธุรกิจเดิมเดิมหลายครั้งหลายหน ซึ่งธุรกิจการแพทย์และยาเป็นหนึ่งในนั้น ชื่อของ Kodak จึงอยู่ในลิสนี้
.
ส่วนตำนานของ Kodak จะถูกเขียนขึ้นมาใหม่ในแบบฮีโร่หรือไม่?
.
ตำราการบริหารเปลี่ยนแปลง จะได้เคสใหม่ของ Kodak หรือเปล่า? ก็ยังไม่ทราบได้ และต้องติดตามกันไปอีกระยะ
.
เรื่องนี้ทำให้รู้ได้ว่า ความไม่แน่นอนเป็นสัจธรรมจริงๆ
.
ยักษ์ใหญ่ที่เคยรุ่งเรือง ก็พลาดได้ ล่มได้ง่ายๆ
แต่กระนั้น เมื่อล้มได้ก็ลุกได้ เพราะ "โอกาส" มา ในเวลาที่ไม่คาดฝันและมันก็มาจากประสบการณ์ ที่เราก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะช่วยอะไรได้เช่นกัน
.
ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างกันครับ ผมเชื่อว่า ผู้อ่านบางท่านก็เคยมีวันที่เคยผิดพลาด หรือ อาจเจอวิกฤตครั้งนี้ จนไม่คิดว่าจะกลับไปสู่จุดรุ่งเรืองได้อีก
.
แต่เราอยากให้ชีวิตเป็นภาพจำของความล้มเหลวงั้นหรือ?
รึว่าจะหาทางสู้ต่อ เพื่อรอเวลาที่จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง
.
การกลับมา อาจจะเร็วหรือช้า ไม่มีใครคาดได้
.
ขอแค่อย่าย่อท้อ เมื่อวันที่โอกาสมาถึง มันจะเป็นของคนที่พร้อมกว่า
.
ถึงตอนนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ ใช้โอกาสให้คุ้มที่สุด และทำมันอย่างเต็มที่ก็พอ
.
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่ยังสู้อยู่ครับ
---------------------------------
Content: อนิรุทธิ์

บทความโดย

Aniruth Tulsuk (อนิรุทธิ์ ตุลสุข)
Sr. Consultant & Facilitator-CFG 
 
M.A. Industial and Organizaional Psychology, Thammasat University
Former Learning & Development Manager, FMCG/Property
Interesting Areas:
Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change,Trait & Personality, Visual Thinking
 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 ปัจจัย ฉุดผลประกอบการ ที่ผู้บริหารคาดไม่ถึง  เมื่อใดประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ มักจะกระทบต่อองค์กรด้วย ทำให้ผลประกอบการตกลง ซึ่งเมื่อต้องอธิบายว่าทำไมผลประกอบการต่ำลง ก็จะได้รับคำตอบเหมือนเดิมทุกครั้งคือ “ เศรษฐกิจไม่ดี” แต่สังเกตหรือไม่ว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจแย่ แต่ก็มีบางบริษัทที่ผลประกอบการ ไม่ได้แย่ตามไปด้วย เพราะความจริงแล้วภาวะเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กระทบผลประกอบการ แต่มันมีปัจจัยอื่นๆภายในองค์กรด้วย และปัจจัยเหล่านี้มักจะถูกมองข้ามไป นั่นคือ
7 ปัจจัย ฉุดผลประกอบการ ที่ผู้บริหารคาดไม่ถึง

เมื่อใดประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ มักจะกระทบต่อองค์กรด้วย ทำให้ผลประกอบการตกลง ซึ่งเมื่อต้องอธิบายว่าทำไมผลประกอบการต่ำลง ก็จะได้รับคำตอบเหมือนเดิมทุกครั้งคือ “ เศรษฐกิจไม่ดี” แต่สังเกตหรือไม่ว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจแย่ แต่ก็มีบางบริษัทที่ผลประกอบการ ไม่ได้แย่ตามไปด้วย เพราะความจริงแล้วภาวะเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กระทบผลประกอบการ แต่มันมีปัจจัยอื่นๆภายในองค์กรด้วย และปัจจัยเหล่านี้มักจะถูกมองข้ามไป นั่นคือ

5 กลยุทธ์ผู้นำที่ทำให้เกิด High Performance Environment การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในวันนี้ หัวหน้างานที่ยังคงต้องทำบทบาทในการปรับทีมงานให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบ High Performance Environment หรือ ทีมงานมีไฟมีพลังสู้รบกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่ง 5 วิธีที่หัวหน้าสามารถเริ่มทำได้ทันที ได้แก่
5 กลยุทธ์ผู้นำที่ทำให้เกิด High Performance Environment

การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในวันนี้ หัวหน้างานที่ยังคงต้องทำบทบาทในการปรับทีมงานให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบ High Performance Environment หรือ ทีมงานมีไฟมีพลังสู้รบกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่ง 5 วิธีที่หัวหน้าสามารถเริ่มทำได้ทันที ได้แก่

ทำไม? เมื่อผู้นำตั้งใจทำดีมากไป ผลที่ได้กลับกลายเป็นร้ายในทันที คุณมักได้ยินคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี เช่น ต้องรับฟังให้เยอะพูดให้น้อย ต้องเข้าอกเข้าใจ ต้องพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีเหตุผล ต้องแสดงความรับผิดชอบและทำให้งานสำเร็จ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ดีทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำสิ่งข้างต้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป
ทำไม? เมื่อผู้นำตั้งใจทำดีมากไป ผลที่ได้กลับกลายเป็นร้ายในทันที New

คุณมักได้ยินคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี เช่น ต้องรับฟังให้เยอะพูดให้น้อย ต้องเข้าอกเข้าใจ ต้องพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีเหตุผล ต้องแสดงความรับผิดชอบและทำให้งานสำเร็จ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ดีทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำสิ่งข้างต้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป

การสื่อสาร 3 มิติ ที่หัวหน้าต้องรู้ เพื่อให้งานได้ผลลัพธ์ ถ้าพูดว่าการทำงานหลักๆของผู้บริหาร หรือหัวหน้า คือการสื่อสาร ภาพในหัวของหลายคนก็จะมีภาพว่าหัวหน้าต้อง present ได้เก่ง โน้มน้าวหรือ พูดได้รู้เรื่อง ซึ่งก็นับว่า จริง แต่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้บริหารมีหน้าที่ต้องบริหารคนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้นการสื่อสารของหัวหน้าจึงมีหลากหลายมิติ โดยถ้าแยกแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 3 มิติ ดังนี้
การสื่อสาร 3 มิติ ที่หัวหน้าต้องรู้ เพื่อให้งานได้ผลลัพธ์ New

ถ้าพูดว่าการทำงานหลักๆของผู้บริหาร หรือหัวหน้า คือการสื่อสาร ภาพในหัวของหลายคนก็จะมีภาพว่าหัวหน้าต้อง present ได้เก่ง โน้มน้าวหรือ พูดได้รู้เรื่อง ซึ่งก็นับว่า จริง แต่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้บริหารมีหน้าที่ต้องบริหารคนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้นการสื่อสารของหัวหน้าจึงมีหลากหลายมิติ โดยถ้าแยกแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 3 มิติ ดังนี้

2 หัวใจสำคัญ การสื่อสาร ที่เป็นงานสำคัญของหัวหน้า จากที่เคยพูดถึงว่าทักษะสำคัญของหัวหน้าคือการสื่อสาร ซึ่งมีหลากหลายวัตถุประสงค์ ในโพสนี้ ขออธิบายการสื่อสารที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ”การสั่งงาน” ซึ่งดูแล้วเหมือนกับเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็น่าจะสั่งงานได้ แต่หัวใจสำคัญคือ
2 หัวใจสำคัญ การสื่อสาร ที่เป็นงานสำคัญของหัวหน้า New

จากที่เคยพูดถึงว่าทักษะสำคัญของหัวหน้าคือการสื่อสาร ซึ่งมีหลากหลายวัตถุประสงค์ ในโพสนี้ ขออธิบายการสื่อสารที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ”การสั่งงาน” ซึ่งดูแล้วเหมือนกับเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็น่าจะสั่งงานได้ แต่หัวใจสำคัญคือ

บทบาทหัวหน้างาน ไม่ได้มีแค่การสั่งแล้วตามจิก หลายคนรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เห็นทำงานอะไรเลย ได้แต่สั่งงานแล้วก็ตามงาน แถมหัวหน้าบางคนก็ตามแบบจิกๆ อีกต่างหาก ทำแบบนี้หัวหน้าทำถูกหรือไม่?
ที่นี่เรามาดูหน้าที่หลักๆของหัวหน้าว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง
บทบาทหัวหน้างาน ไม่ได้มีแค่การสั่งแล้วตามจิก

หลายคนรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เห็นทำงานอะไรเลย ได้แต่สั่งงานแล้วก็ตามงาน แถมหัวหน้าบางคนก็ตามแบบจิกๆ อีกต่างหาก ทำแบบนี้หัวหน้าทำถูกหรือไม่? ที่นี่เรามาดูหน้าที่หลักๆของหัวหน้าว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง