4 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คนรอบกายเก่งขึ้น

วันที่: 26 ก.พ. 2565 19:33:46     แก้ไข: 28 เม.ย. 2565 10:20:08     เปิดอ่าน: 1,528     Blogs
การพยามยามช่วยให้ใครสักคน เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ฟังแล้วเป็นเรื่องยาก​ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าที่อยากให้ลูกน้องปรับปรุง พัฒนาการทำงาน หรือแม้แต่คนใกล้ชิดที่เราหวังดีอยากให้เขาเปลี่ยนตัวเอง

เพราะคนแต่ละคนต่างก็มีความนิสัยติดตัว มีความเคยชินต่างกัน แม้ว่าจะมีความหวังดีอยากให้เขาพัฒนา ก็อาจจะโดนหาว่าไปยุ่งวุ่นวายชีวิตเขาเปล่าๆ 

ดังนั้นการจะช่วยให้ใครสักคนพัฒนาตนเอง จึงต้องมีวิธีการที่เหมาะสมด้วย 

เคล็ดลับทั้งสี่ข้อที่ว่า ก็คือ


1. ต้องสร้างแรงบันดาลใจ ให้เขาอยากเปลี่ยน เช่น พูดคุยถึงผลกระทบ หรือ ข้อดีที่จะโน้มน้าวให้เปลี่ยนความคิดได้

แต่หากใจเขาไม่พร้อมจริง อาจต้องลองพูดคุย เพื่อทำความเข้าใจ (Empathize) เขาให้ได้มากที่สุด แล้วเราจะพบว่า ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากอะไร ถึงจะสามารถหาวิธีเปลี่ยนใจเขาให้เปิดได้มากกว่าเดิมครับ


2. พิจารณาทักษะเดิมเขาด้วย ต้องดูว่า เขามีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนไหม ตัวอย่างเช่น บางคนอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มเปลี่ยนตัวเองอย่างไร หรือ ไม่ถนัดในบางเรื่องก็อาจทำให้เขาไม่พร้อมจะปรับ หรือ พัฒนาตัวเองได้ ในบางเวลาเรื่องทักษะ ความสามารถนี้ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาในข้อ 1 ได้ นั่นคือ เมื่อไม่มีทักษะ ก็ขาดความมั่นใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ได้ครับ


3. คอยการสนับสนุนระหว่างการเปลี่ยนแปลงพัฒนา บางครั้งการช่วยเหลือ ก็เป็นสิ่งจำเป็น คนที่จะเปลี่ยนแปลงหลายคน อาจต้องการคนที่เป็นทั้งกำลังใจ หรือ แม้แต่เป็นที่ปรึกษา คุณอาจจะต้องเป็นตัวช่วยให้เขาสักระยะ

ในกรณีที่คุณเป็นหัวหน้างาน การสนับสนุนอย่างเช่น การช่วยขจัดอุปสรรคที่ขวางการพํฒนาของเขา เช่น ตารางงานที่แน่นเกินไป หรือ แม้แต่งบประมาณ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยหนุนให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายขึ้นครับ


4. ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี อันนี้สำคัญมากครับ เพราะหลายๆ ครั้ง คนที่เขาศรัทธา หรือ ไอดอล มีผลต่อความคิดคนมากๆ หาก คุณสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ก็จะช่วยให้เขาเห็นตัวอย่างที่ถูกต้องได้ชัดเจน และไม่แย่ว่า เรื่องราวของเราอาจเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมที่ให้เขาฮึดก็ได้ครับ


นี่เป็นหลักง่ายๆ ที่ใช้เพื่อสนับสนุนคนใหล้ตัวเราให้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความคิด หรือ การกระทำได้ง่ายขึ้นครับ
ส่วนวิธีการใช้นั้น ลองประยุกต์ และผสมผสานบนหลักการนี้นะครับ ไม่มีตายตัวแต่อย่างใด

เช่น การสร้างแรงบันดาลใจ อาจใช้การเล่าเรื่อง หรือการโน้มน้าวก็ได้ หรือ การให้ทักษะ เราอาจสอนเอง หรือ แนะนำแหล่งหาความรู้ก็ได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำด้วย "ใจที่อยากช่วย" ให้เขาเปลี่ยนแปลงและพบสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆ แล้วมันจะ มีพลังมากๆ จนทำให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ครับ

แต่หากอยากปรับเปลี่ยนเขา เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง หรือ เฟคทำ ไม่ขอรับประกันผลลัพธ์นะครับ เพราะทั้งหมดที่ว่ามา อาจใช้ไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียวครับ

บทความโดย

Aniruth Tulsuk (อนิรุทธิ์ ตุลสุข)
Sr. Consultant & Facilitator-CFG 
 
M.A. Industial and Organizaional Psychology, Thammasat University
Former Learning & Development Manager, FMCG/Property
Interesting Areas:
Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change,Trait & Personality, Visual Thinking
 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทำไม? เมื่อผู้นำตั้งใจทำดีมากไป ผลที่ได้กลับกลายเป็นร้ายในทันที คุณมักได้ยินคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี เช่น ต้องรับฟังให้เยอะพูดให้น้อย ต้องเข้าอกเข้าใจ ต้องพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีเหตุผล ต้องแสดงความรับผิดชอบและทำให้งานสำเร็จ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ดีทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำสิ่งข้างต้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป
ทำไม? เมื่อผู้นำตั้งใจทำดีมากไป ผลที่ได้กลับกลายเป็นร้ายในทันที New

คุณมักได้ยินคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี เช่น ต้องรับฟังให้เยอะพูดให้น้อย ต้องเข้าอกเข้าใจ ต้องพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีเหตุผล ต้องแสดงความรับผิดชอบและทำให้งานสำเร็จ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ดีทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำสิ่งข้างต้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป

การสื่อสาร 3 มิติ ที่หัวหน้าต้องรู้ เพื่อให้งานได้ผลลัพธ์ ถ้าพูดว่าการทำงานหลักๆของผู้บริหาร หรือหัวหน้า คือการสื่อสาร ภาพในหัวของหลายคนก็จะมีภาพว่าหัวหน้าต้อง present ได้เก่ง โน้มน้าวหรือ พูดได้รู้เรื่อง ซึ่งก็นับว่า จริง แต่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้บริหารมีหน้าที่ต้องบริหารคนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้นการสื่อสารของหัวหน้าจึงมีหลากหลายมิติ โดยถ้าแยกแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 3 มิติ ดังนี้
การสื่อสาร 3 มิติ ที่หัวหน้าต้องรู้ เพื่อให้งานได้ผลลัพธ์ New

ถ้าพูดว่าการทำงานหลักๆของผู้บริหาร หรือหัวหน้า คือการสื่อสาร ภาพในหัวของหลายคนก็จะมีภาพว่าหัวหน้าต้อง present ได้เก่ง โน้มน้าวหรือ พูดได้รู้เรื่อง ซึ่งก็นับว่า จริง แต่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้บริหารมีหน้าที่ต้องบริหารคนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้นการสื่อสารของหัวหน้าจึงมีหลากหลายมิติ โดยถ้าแยกแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 3 มิติ ดังนี้

2 หัวใจสำคัญ การสื่อสาร ที่เป็นงานสำคัญของหัวหน้า จากที่เคยพูดถึงว่าทักษะสำคัญของหัวหน้าคือการสื่อสาร ซึ่งมีหลากหลายวัตถุประสงค์ ในโพสนี้ ขออธิบายการสื่อสารที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ”การสั่งงาน” ซึ่งดูแล้วเหมือนกับเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็น่าจะสั่งงานได้ แต่หัวใจสำคัญคือ
2 หัวใจสำคัญ การสื่อสาร ที่เป็นงานสำคัญของหัวหน้า New

จากที่เคยพูดถึงว่าทักษะสำคัญของหัวหน้าคือการสื่อสาร ซึ่งมีหลากหลายวัตถุประสงค์ ในโพสนี้ ขออธิบายการสื่อสารที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ”การสั่งงาน” ซึ่งดูแล้วเหมือนกับเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็น่าจะสั่งงานได้ แต่หัวใจสำคัญคือ

บทบาทหัวหน้างาน ไม่ได้มีแค่การสั่งแล้วตามจิก หลายคนรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เห็นทำงานอะไรเลย ได้แต่สั่งงานแล้วก็ตามงาน แถมหัวหน้าบางคนก็ตามแบบจิกๆ อีกต่างหาก ทำแบบนี้หัวหน้าทำถูกหรือไม่?
ที่นี่เรามาดูหน้าที่หลักๆของหัวหน้าว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง
บทบาทหัวหน้างาน ไม่ได้มีแค่การสั่งแล้วตามจิก

หลายคนรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เห็นทำงานอะไรเลย ได้แต่สั่งงานแล้วก็ตามงาน แถมหัวหน้าบางคนก็ตามแบบจิกๆ อีกต่างหาก ทำแบบนี้หัวหน้าทำถูกหรือไม่? ที่นี่เรามาดูหน้าที่หลักๆของหัวหน้าว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง

Catfish Effect บริหารพนักงานให้แกร่ง จากแรงฮึดเพื่ออยู่รอด Catfish Effect (เอฟเฟกต์ปลาดุก) คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีคู่แข่งที่มีแข็งแกร่งเข้ามา จนทำให้คู่แข่งที่อ่อนแอ มีการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากอะไร? และนำมาใช้เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ได้อย่างไร? มารู้กันจาก blog นี้
Catfish Effect บริหารพนักงานให้แกร่ง จากแรงฮึดเพื่ออยู่รอด

Catfish Effect (เอฟเฟกต์ปลาดุก) คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีคู่แข่งที่มีแข็งแกร่งเข้ามา จนทำให้คู่แข่งที่อ่อนแอ มีการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากอะไร? และนำมาใช้เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ได้อย่างไร? มารู้กันจาก blog นี้

Personal Values ช่วยพัฒนาผู้นำในองค์กรได้อย่างไร? หัวหน้าแต่ละคนบริหารต่างกัน ส่วนหนึ่งเกิดจาก "ค่านิยมส่วนบุคคล" (Personal Values) ซึ่งก็คือ ความเชื่อที่เกิดจากประสบการณ์ ที่หล่อหลอม เรียนรู้ และยึดถือ ความเชื่อนั้นว่าเป็นจริง เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตตัวเอง โดยทั่วไปค่านิยมส่วนบุคคลนั้น มี 2 ระดับ คือ
Personal Values ช่วยพัฒนาผู้นำในองค์กรได้อย่างไร?

หัวหน้าแต่ละคนบริหารต่างกัน ส่วนหนึ่งเกิดจาก "ค่านิยมส่วนบุคคล" (Personal Values) ซึ่งก็คือ ความเชื่อที่เกิดจากประสบการณ์ ที่หล่อหลอม เรียนรู้ และยึดถือ ความเชื่อนั้นว่าเป็นจริง เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตตัวเอง โดยทั่วไปค่านิยมส่วนบุคคลนั้น มี 2 ระดับ คือ