Crisis leadership during the COVID-19 era New

วันที่: 29 ส.ค. 2564 12:32:28     แก้ไข: 29 ส.ค. 2564 14:04:19     เปิดอ่าน: 458     Blogs
ในช่วงวิกฤต หลายคนอาจคิดว่า ภาวะผู้นำแบบวีรบุรุษ (Heroic Leadership) และผู้นำแบบมีวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership) คือ สิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะคิดว่าจะช่วยการันตี "วันพรุ่งนี้" ที่ดีกว่าได้
 
ทว่า เมื่อกำลังใจของผู้คนได้ลดลง จนเข้าใกล้ฐานล่างของพิระมิดมาสโลว์แล้ว ความต้องการด้านความปลอดภัยต่อร่างกายและจิตใจ (Safety & Security) กลับเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า
 
ด้วยเหตุนี้ Gianpiero Petriglieri จึงได้บอกไว้ในบทความของ HBR  หัวข้อ "จิตวิทยาเบื้องหลังภาวะผู้นำในวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ" (Psychology Behind Effective Crisis Leadership) ไว้ว่า ภาวะผู้นำแบบโอบอุ้มดูแล (Holding) ซึ่งก็คือ วิถีทางที่ผู้มีอำนาจสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจสภาพความจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและช่วยบรรเทาสถานการณ์นั้นให้ทุเลาลง คือ สิ่งจำเป็นในภาวะที่ไม่แน่นอนนี้ และหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ความสับสน ความกังวล ความโกรธ และ ความแตกแยกของผู้คน ก็จะเกิดขึ้นตามมา
 
แนวคิดเรื่องการโอบอุ้มดูแลนี้ (Holding) เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการโค้ช ซึ่งนักจิตวิเคราะห์ที่ชื่อว่า  Donald Winnicott (1896-1971) ใช้เพื่อพูดถึงสภาพแวดล้อมแบบสนับสนุนและให้กำลังใจ (Supportive Environment) ที่ผู้บำบัดสร้างให้เกิดแก่ผู้รับการรักษา
 
เขาเทียบให้เห็นว่าการโอบอุ้มดูแล คือ การที่ผู้บำบัดใส่ใจเหมือนที่คนเป็นแม่ดูแลลูก ซึ่งผลก็คือ ทำให้เกิดความไว้วางใจและความปลอดภัย
 
ดังนั้น การโอบอุ้มดูแล จึงเกี่ยวข้องกับความพยายามเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และสะท้อนให้เห็นถึง "ความอ่อนโยน" มากกว่า "ความแข็งแกร่ง" ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบทั่วๆ ไป
 
ในการโค้ช "การโอบอุ้มดูแล" (Holding)  มักมาพร้อมกับแนวคิดของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกฝ่ายได้สำรวยความคิดของตัวเอง เกิดความตระหนักรู้ตัว และได้คำตอบจากทางเลือกด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้นั่นเอง
 
สำหรับผู้นำแล้ว "การโอบอุ้มดูแล" ในภาวะวิกฤต ก็คือ การใช้ทักษะของผู้นำในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ ความใส่ใจและความเข้าใจ โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์จากการแปลความหมายแบบที่พวกเขาคิดเองเออเอง
 
เมื่อต้องนำแนวคิดนี้ไปใช้ในทางปฏิบัติ จะพบว่า แนวทางของการโค้ช จะมี mindset ที่ผู้นำสามารถหยิบยืมมาใช้ เพื่อช่วยให้ทุกคนในทีมสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ ดังนี้ 

 
1. เชื่อว่าคนเราทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง
ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ในสภาวะวิกฤตจะไม่ได้แสดงความสามารถหรือศักยภาพให้เห็นชัด ผู้นำที่มีไหวพริบ จะต้องสามารถมองออกถึงศักยภาพในตัวของพวกเขาและให้เขาดึงทรัพยากรในตัวเองเหล่านั้นออกมามากกว่าที่จะปรี่เข้าไปช่วยเหลือ

2. ต้องเคารพความคิดเขา แม้ไม่เห็นด้วย
คนเรามักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดก้วยข้อมูลที่มีในมือ ผู้นำต้องเคารพการตัดสินใจนั้น แม้ว่าจะไม่เห็นด้วย  
ด้วยการฟังอย่างตั้งใจ (Empathic Listening) และการถามแบบเจาะใจ (Insightful Question) ผู้นำสามารถเชื้อเชิญให้คนเหล่านั้น เปิดเลนส์แห่งความเป็นจริง และสร้างทางเลือกเพื่อก้าวไปข้างหน้าได้
 
ให้ทนต่อแรงยั่วที่ชวนให้เรา "โน้มน้าว" คนเหล่านั้น จากความเป็นจริงที่เขาเห็น จำไว้ว่า คนเราไม่ได้สนใจว่าคุณรู้อะไร แต่สนใจว่า คุณใส่ใจเขาแค่ไหนต่างหาก

3. เชื่อว่าคนเรารู้คำตอบของสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว
ผู้นำหลายคนเลี่ยงที่จะโอบอุ้มดูแล เพราะเกรงว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำตามความคาดหวังของคนอื่นๆ ได้ ความกังวลเหล่านี้ มีพื้นฐานบนสมมติฐานว่า หัวหน้าต้องเป็นคนที่ให้คำตอบพวกเขาในเรื่องต่างๆ ได้เสมอ
 
แต่ว่านี่คือ "ด้านมืด" เพราะ การให้คำตอบอาจเป็นตัวช่วยที่ดี แต่มันจะทำให้คนเหล่านั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สร้างให้เกิดความสงสัยในความสามารถของตัวเอง (self-doubt) ความเชื่อในขีดจำกัดของตัวเอง และ เพิ่มระดับของการพึ่งพิงคนอื่นๆ
 
ผู้นำที่
โอบอุ้มดูแลเป็น จะเชื่อว่าคนอื่น มีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ของตัวเองได้ และ รู้วิธีที่จะสร้างสมดุลระหว่างการให้ข้อมูลที่จำเป็นและการให้คนอื่นๆ ได้คิดหาทางแก้ไขปํญหาด้วยตัวเอง
 
จำไว้ว่า คำตอบของคุณไม่จำเป็นต้องเป็นทางแก้ "ที่ดีที่สุด" ของพวกเขา
 
4. อย่าให้คำพูดก็เป็นอุปสรรค
หลายครั้งเมื่อคนต้องการพึ่งพา โดยปราศจากคำพูด สถานการณ์ของความโศกเศร้าเสียใจและการสูญเสียหลายครั้ง เป็นเรื่องที่ออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ และทั้งหมดนี้ต้องการความเข้าอกเข้าใจ ผู้นำสามารถอยู่ข้างเดียวกับเขา เพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากความกดดัน จากกำลังใจและการสนับสนุนที่ผู้นำหยิบยื่นให้ได้
 
นอกจากนี้ Petriglieri ได้บอกว่า การโอบอุ้มดูแล มีทั้งด้านบุคคล และด้านระบบ ซึ่งผู้นำที่ดีจำเป็นต้องทำทั้งสองด้าน คือ


 
  1. ด้านระบบ ควรสร้างโครงสร้างและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายกฎระเบียบที่ทำให้คนของตนรู้สึกปลอดภัยในวิกฤต และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ให้ชัดเจน นอกจากนี้การแชร์ข้อมูลข้าวสารให้ทั่วถึง ความคาดหวังในงานที่ชัดเจน ลำดับความสำคัญต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของการดำเนินงานในขั้นถัดไป (Next step) และสิ่งเหล่านี้ หากทำแบบปราศจากความเข้าใจ และเห็นใจอย่างถ่องแท้ ก็เป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น
     
  2. ด้านบุคคล คือ การแสดงออกต่อผู้คนของตน ผู้นำต้องเชื่อมโยงกับคนของตนได้ เข้าใจสถานการณ์และข้อกังวลที่พวกเขาต้องเผชิญ ต้องรับรู้แบบที่เขาเผชิญ แต่ต้องไม่ตัดสินใดๆ  (non-judgement) ว่าเขาทำผิด หรือ ไม่ควรแสดงออกแบบนั้น เพราะจาก Mindset ที่เราได้ทราบข้างต้นนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้น มีความสามารถในตนเองที่จะจัดการกับสถานการณ์ จงฟังเขาอย่างตั้งใจให้มากที่สุด และในที่สุดพวกเขาจะหาทางออกได้ด้วยความสามารถของตน
ผู้นำหลายคนอาจกังวล หากใช้แนวทางแบบ โอบอุ้มดูแล (holding) แต่นี่คือ การแสดงออก ถึงความเป็นผู้นำในแบบมนุษย์ปุถุชน (Humanity) ที่สุด และมันช่วยช่วยให้ทุกคนยอมรับความเปราะบางในฐานะมนุษย์เหมือนๆกัน ได้อย่างไม่เคอะเขิน และความเป็นมนุษย์ปุถุชนนี้ มันจะช่วยให้ทั้งทีมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และพร้อมช่วยกันให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้
 
 

 

บทความโดย

Aniruth Tulsuk (อนิรุทธิ์ ตุลสุข)
Sr. Consultant & Facilitator-CFG 
 
M.A. Industial and Organizaional Psychology, Thammasat University
Former Learning & Development Manager, FMCG/Property
Interesting Areas:
Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change,Trait & Personality, Visual Thinking
 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 สิ่งสำคัญ ที่ CEO ต้องทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ Digital  5 สิ่งสำคัญ ที่ CEO ต้องทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ Digital  จริงอยู่ว่าบทความนี้ พูดถึง Management ระดับสูง แต่ท้าย ทิศทางนั้น ก็จะเป็นนโยบาย เพื่อให้เราๆ ท่านๆ ได้นำมาปฏิบัติอยู่ดีครับ
5 สิ่งสำคัญ ที่ CEO ต้องทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ Digital New

5 สิ่งสำคัญ ที่ CEO ต้องทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ Digital จริงอยู่ว่าบทความนี้ พูดถึง Management ระดับสูง แต่ท้าย ทิศทางนั้น ก็จะเป็นนโยบาย เพื่อให้เราๆ ท่านๆ ได้นำมาปฏิบัติอยู่ดีครับ

Future Skills For Uncertain World งานวิจัยจาก McKinsey ได้ศึกษาเรื่องทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต จากคนจำนวน 18K ใน 15 ประเทศ แล้วสรุปลักษณะประชากรแห่งโลกใหม่ (Future-Citizen Skills) ไว้ว่า จะต้องมีทักษะที่จำเป็นทั้งหมด 13 ด้าน ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นหมวดหมู่แล้วจะได้ทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ
Future Skills For Uncertain World New

งานวิจัยจาก McKinsey ได้ศึกษาเรื่องทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต จากคนจำนวน 18K ใน 15 ประเทศ แล้วสรุปลักษณะประชากรแห่งโลกใหม่ (Future-Citizen Skills) ไว้ว่า จะต้องมีทักษะที่จำเป็นทั้งหมด 13 ด้าน ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นหมวดหมู่แล้วจะได้ทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ

Coaching in the Time of COVID-19 โลกของเราเริ่มปลี่ยนไปตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 จากไวรัส Corona เราเห็นความร้ายแรงของมหันตภัยในจีนก่อน จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ก็เป็นอิตาลี  แล้วตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ที่เศรษฐกิจเข้าสู่ความชะงักงันไปทีละรัฐ โค้ชผู้บริหารทั้งหลาต้องโค้ชและให้คำแนะนำ เพื่อที่ผู้บริหารทั้งหลายจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ (แม้ว่าตัวจะต้องไกลกันก็ตาม) และเราสังเกตเห็นปฏิกริยาของพวกเขา แบ่งเป็นสองระยะ
Coaching in the Time of COVID-19 New

โลกของเราเริ่มปลี่ยนไปตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 จากไวรัส Corona เราเห็นความร้ายแรงของมหันตภัยในจีนก่อน จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ก็เป็นอิตาลี แล้วตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ที่เศรษฐกิจเข้าสู่ความชะงักงันไปทีละรัฐ โค้ชผู้บริหารทั้งหลาต้องโค้ชและให้คำแนะนำ เพื่อที่ผู้บริหารทั้งหลายจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ (แม้ว่าตัวจะต้องไกลกันก็ตาม) และเราสังเกตเห็นปฏิกริยาของพวกเขา แบ่งเป็นสองระยะ

Micro-Coaching โปรแกรมการเรียนรู้ที่เรียกว่า “MicroCoaching” จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้นำทุกท่าน ได้เรียนรู้วิธีการปรับตัวในสถานการณ์ที่มีความท้าทายได้อย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยการให้เครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อสามารถจัดการสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตนเองอย่างทันท่วงที
Micro-Coaching New

โปรแกรมการเรียนรู้ที่เรียกว่า “MicroCoaching” จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้นำทุกท่าน ได้เรียนรู้วิธีการปรับตัวในสถานการณ์ที่มีความท้าทายได้อย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยการให้เครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อสามารถจัดการสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตนเองอย่างทันท่วงที

THE BUSINESS SURFER คลื่นธุรกิจก็มีสภาพไม่แตกต่างจากคลื่นลมในทะเลที่จะพัดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่เคยจบสิ้น
สิ่งใด ที่ยังล่องลอยอยู่บนคลื่นลูกเก่าก็จะถูกพัดพาเขาหาฝั่งจนถูกทรายทับถมจนจมลงไปมิด แต่ถ้ามีสิ่งใดที่ สามารถกระโจนไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงทีสิ่งนั้นก็ยังลอยอยู่ได้ ไม่ถูดกดจมลงไป

ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ๆพัดเข้ามาอยู่เสมอ ใครกระโจนเกาะคลื่นลูกใหม่ได้ชีวิตของธุรกิจก็จะยืนยาวและเติบโตต่อไป ธุรกิจไหนทำไม่ได้ยังเกาะกับคลื่นลูกเดิมๆ สุดท้ายก็ล้มหายตายจากไปอย่างถาวร
THE BUSINESS SURFER New

คลื่นธุรกิจก็มีสภาพไม่แตกต่างจากคลื่นลมในทะเลที่จะพัดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่เคยจบสิ้น สิ่งใด ที่ยังล่องลอยอยู่บนคลื่นลูกเก่าก็จะถูกพัดพาเขาหาฝั่งจนถูกทรายทับถมจนจมลงไปมิด แต่ถ้ามีสิ่งใดที่ สามารถกระโจนไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงทีสิ่งนั้นก็ยังลอยอยู่ได้ ไม่ถูดกดจมลงไป ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ที่มักจะมีคลื่นลูกใหม่ๆพัดเข้ามาอยู่เสมอ ใครกระโจนเกาะคลื่นลูกใหม่ได้ชีวิตของธุรกิจก็จะยืนยาวและเติบโตต่อไป ธุรกิจไหนทำไม่ได้ยังเกาะกับคลื่นลูกเดิมๆ สุดท้ายก็ล้มหายตายจากไปอย่างถาวร

จะเป็นองค์กรแห่งอนาคต (Future Oraganization) ต้องทำอย่างไร? เรารู้กันแล้วว่า องค์กรจะเป็น Future Organization ที่อยู่รอดและสู้ความวุ่นวายจาก VUCA World ได้ ต้องมีคุณลักษณะ  3 องค์ประกอบ  ได้แก่
1. Identity ตัวตนขององค์กร ว่าดำรงอยู่เพื่ออะไร เหมาะสมกับพนักงานและลูกค้าหรือไม่?
2. Agility วิธีการดำเนินงานขององค์กรในอนาคต ความเร็ว ความคล่องตัวกลายเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์ฏรเรามีมากแค่ไหน
3. Sclability องค์กรจะเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างไร ด้วยการเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ นวัตกรรม โดยกล้าเปลี่ยนแปลง
จะเป็นองค์กรแห่งอนาคต (Future Oraganization) ต้องทำอย่างไร? New

เรารู้กันแล้วว่า องค์กรจะเป็น Future Organization ที่อยู่รอดและสู้ความวุ่นวายจาก VUCA World ได้ ต้องมีคุณลักษณะ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. Identity ตัวตนขององค์กร ว่าดำรงอยู่เพื่ออะไร เหมาะสมกับพนักงานและลูกค้าหรือไม่? 2. Agility วิธีการดำเนินงานขององค์กรในอนาคต ความเร็ว ความคล่องตัวกลายเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์ฏรเรามีมากแค่ไหน 3. Sclability องค์กรจะเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างไร ด้วยการเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ นวัตกรรม โดยกล้าเปลี่ยนแปลง