องค์กรไซโล (Silo Organization) ไม่ใช่สถานที่ แต่เกิดจากผู้คน

วันที่: 17 ก.พ. 2563 09:10:38     แก้ไข: 19 ก.ย. 2566 08:04:09     เปิดอ่าน: 7,316     Blogs
องค์กรไซโล ในที่นี้ไม่ใช่ที่เก็บผลผลิตการเกษตร หรือ บริษัทผลิตอาหารสัตว์นะครับ

แต่หมายถึง รูปแบบการทำงานของคนในองค์กร ที่แต่ละหน่วยงาน มุ่งทำแต่งานในส่วนของตัวเอง จนทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น เปรียบเหมือน ไซโล ที่มีลักษณะเป็นท่อจากบนลงล่างอย่างเดียว ไม่เชื่อมต่อกับไซโลอีกอันที่อยู่ข้างๆกัน

พูดง่ายๆ ก็คือต่างคนต่างทำงาน โดยไม่สนใจอ่านไลน์กลุ่ม จนไม่รู้ว่าเพื่อนๆ เขาคุยอะไรกัน มีข้อมูลใดที่ต้องรู้บ้างไหม หรือแนวทางการทำงานเป็นแบบไหน สุดท้ายก็ไปคนละทิศละทาง

บ้างก็แยกก๊กแยกเหล่าชัดเจน เช่น นี่คือทีมขาย นั่นคือ ทีมบัญชี โน่นคือทีมมาเก็ตติ้ง ที่ทำงานตามเป้าแยกกัน โดยไม่ทันมองเป้าหมายหลัก ซึ่งก็คือองค์กรเดียวกัน

ผลที่ตามก็คือ การทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ เพราะขาดการประสานงานที่ดีระหว่างกัน สุดท้ายก็สะท้อนออกมาในผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าได้รับนั่นแหละครับ จนทำให้องค์กรไม่บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ และยิ่งไปกว่านั้น การขาดการแบ่งปันข้อมูล หรือความรู้ที่จำเป็นระหว่างกัน ก็ทำให้องค์กรพัฒนาได้ช้าไม่ทันในยุคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบนี้ด้วย

โดยพื้นฐานผมเชื่อว่าทุกทีมไม่ได้อยากให้บริษัทเจอเรื่องแบบนี้ และอยากไปให้ถึงเป้าหมายองค์กรทั้งนั้นแหละครับ

เพียงแต่ว่า เขาไม่รู้ตัวว่าการทำงานแบบไซโลเกิดขึ้นมาได้ยังไง?

หลายๆ คน เชื่อว่า ไซโลเกิดจาก โครงสร้างขององค์กรบ้าง เครื่องมือการสื่อสารบ้าง หรือ แม้แต่แนวทางการบริหารงาน

เชื่อไหมครับว่า เรื่องพวกนี้มีมาเกินกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ จนปัจจุบัน หลายๆที่ ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ แม้ว่าแนวคิดในการบริหารก็พัฒนามากขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนที่ องค์กรเริ่มทำงานแบบ Working Team หรือ Cross Functional Project ก็ตามจนถึงปัจจุบันที่พยายามนำเอา Agile มาใช้ในการบริหารทีมงาน ก็ตาม

หรือในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารก็ล้ำขึ้นมาก จากเดิมที่มีแค่โทรศัพท์ อีเมล์ จนมาเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างแผนกง่ายดายขึ้นก็ตาม เช่น การใช้ไลน์กลุ่ม หรือ ในระดับ advance อย่างแพลตฟอร์ม Workplace (facebook สำหรับองค์กร) หรือ Slack ก็ตามเพื่อให้แต่ละทีมงานได้มีช่องทางการคุยกันมากขึ้น

แต่ทำไมความเป็นไซโลระหว่างทีมงานก็ยังคงอยู่ล่ะ?

เพราะวายร้ายที่แท้จริงที่สร้างองค์กรไซโลมันไม่ได้อยู่ที่ การขาดเครื่องมือ หรือ ทักษะในการทำงาน แต่มันมาจากเรื่องของคนทัศนคติ (Attitude)

สำหรับแฟนเพจที่ติดตามอ่านเสมอจะรู้ทันทีว่า ทัศนคติ คือ ความคิด และ มีแค่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
ในที่นี้ความคิดที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานร่วมกันก็คือ ก็คือ ความคิดแบบ "ตัวกูของกู" ของคนทำงานทุกคน

ทัศนคติแบบ "ตัวกูของกู (และงานกูงานมึง)" จึงทำให้เกิดไซโลตั้งแต่ในระดับบุคคล เมื่อความคิดนี้อยู่ในหัวของผู้นำทีม มันก็ยกระดับจนเป็นความคิดแบบ "ทีมกู (ผล)งานกู" ขึ้นมา และทำให้เกิดบรรยากาศการทำงาน ที่ต่างทีมต่างทำงานเอาเป้าหมายของตัวเองเป็นที่ใหญ่ ในองค์กรจึงมีทั้ง ไซโลเล็กๆ และ ใหญ่ ผสมปนเปกันมั่วไปหมด

นอกจากส่งผลเสียกับองค์กรด้านเป้าหมายทางธุรกิจแล้ว ยังทำให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่ลดทอนขวัญและกำลังใจของพนักงานด้วย เพราะทำงานไม่ราบรื่น จนหมดไฟในการทำงาน ซึ่งในระยะยาวก็กระทบต่อองค์กรเช่นกัน เนื่องจากคนมีฝีมือจริงๆ ก็ไม่อยากอยู่ เพราะไม่มีความท้าทายใดๆเลย

ดังนั้น องค์กรที่หวังพึ่งเฉพาะแนวทางการบริหารใหม่ หรือ แพลตฟอร์มการสื่อสารแบบดิจิตอล จึงยังไม่สามารถทลายความเป็นไซโลได้

ส่วนองค์กรที่ทำได้ คือ องค์กรที่มองเห็นว่าแท้จริง มันเกิดจากความคิดของผู้นำ และถ้าทำให้ลด "ความเป็นตัวกูของกู" และ "ทีมกู (ผล)งานกู" ได้ โดนสามารถปรับความคิดให้เหมาะสมแล้ว เมื่อนั้นกำแพงของไซโลจะหายไป และเกิดมีพื้นที่ให้องค์กรได้เติบโตมากกว่าเดิม

เพราะองค์กรไซโล "ไม่ใช่สถานที่ที่จับต้องได้ แต่เป็นผู้คนต่างหาก"

---------------------------------
#CoachForGoalArticle #CFG #Article สร้างทัศนคติการทำงานให้ดีขึ้นในทุกวันแบบง่ายๆ
---------------------------------
ด่วน ! เราเพิ่มช่องทางอ่านบทความใหม่แล้ว ที่ Linkedin มาเป็นเพื่อนกันได้ที่
https://www.linkedin.com/company/coach-for-goal/…

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

  • เมื่อองค์กรคุณเริ่มเป็นไซโล จะมี 5 สัญญาณบ่งบอกดังนี้  อ่านที่นี่
หากท่านใดสนใจรายละเอียดของการพัฒนาผู้บริหารให้เป็นผู้นำอย่างแท้จริง สามารถขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่นี่
  
    เพิ่มเพื่อน    

บทความโดย

Aniruth Tulsuk (อนิรุทธิ์ ตุลสุข)
Sr. Consultant & Facilitator-CFG 
 
M.A. Industial and Organizaional Psychology, Thammasat University
Former Learning & Development Manager, FMCG/Property
Interesting Areas:
Startup Business, Leadership Development, Behavioral Change,Trait & Personality, Visual Thinking
 
อ้างอิง : https://www.gliffy.com/…/avoiding-silo-mentality-part-1-why…

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

5 กลยุทธ์ผู้นำที่ทำให้เกิด High Performance Environment การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในวันนี้ หัวหน้างานที่ยังคงต้องทำบทบาทในการปรับทีมงานให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบ High Performance Environment หรือ ทีมงานมีไฟมีพลังสู้รบกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่ง 5 วิธีที่หัวหน้าสามารถเริ่มทำได้ทันที ได้แก่
5 กลยุทธ์ผู้นำที่ทำให้เกิด High Performance Environment

การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในวันนี้ หัวหน้างานที่ยังคงต้องทำบทบาทในการปรับทีมงานให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบ High Performance Environment หรือ ทีมงานมีไฟมีพลังสู้รบกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่ง 5 วิธีที่หัวหน้าสามารถเริ่มทำได้ทันที ได้แก่

ทำไม? เมื่อผู้นำตั้งใจทำดีมากไป ผลที่ได้กลับกลายเป็นร้ายในทันที คุณมักได้ยินคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี เช่น ต้องรับฟังให้เยอะพูดให้น้อย ต้องเข้าอกเข้าใจ ต้องพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีเหตุผล ต้องแสดงความรับผิดชอบและทำให้งานสำเร็จ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ดีทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำสิ่งข้างต้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป
ทำไม? เมื่อผู้นำตั้งใจทำดีมากไป ผลที่ได้กลับกลายเป็นร้ายในทันที New

คุณมักได้ยินคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี เช่น ต้องรับฟังให้เยอะพูดให้น้อย ต้องเข้าอกเข้าใจ ต้องพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีเหตุผล ต้องแสดงความรับผิดชอบและทำให้งานสำเร็จ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ดีทั้งนั้น แต่รู้ไหมว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำสิ่งข้างต้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป

การสื่อสาร 3 มิติ ที่หัวหน้าต้องรู้ เพื่อให้งานได้ผลลัพธ์ ถ้าพูดว่าการทำงานหลักๆของผู้บริหาร หรือหัวหน้า คือการสื่อสาร ภาพในหัวของหลายคนก็จะมีภาพว่าหัวหน้าต้อง present ได้เก่ง โน้มน้าวหรือ พูดได้รู้เรื่อง ซึ่งก็นับว่า จริง แต่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้บริหารมีหน้าที่ต้องบริหารคนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้นการสื่อสารของหัวหน้าจึงมีหลากหลายมิติ โดยถ้าแยกแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 3 มิติ ดังนี้
การสื่อสาร 3 มิติ ที่หัวหน้าต้องรู้ เพื่อให้งานได้ผลลัพธ์ New

ถ้าพูดว่าการทำงานหลักๆของผู้บริหาร หรือหัวหน้า คือการสื่อสาร ภาพในหัวของหลายคนก็จะมีภาพว่าหัวหน้าต้อง present ได้เก่ง โน้มน้าวหรือ พูดได้รู้เรื่อง ซึ่งก็นับว่า จริง แต่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผู้บริหารมีหน้าที่ต้องบริหารคนให้ทำงานให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้นการสื่อสารของหัวหน้าจึงมีหลากหลายมิติ โดยถ้าแยกแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 3 มิติ ดังนี้

2 หัวใจสำคัญ การสื่อสาร ที่เป็นงานสำคัญของหัวหน้า จากที่เคยพูดถึงว่าทักษะสำคัญของหัวหน้าคือการสื่อสาร ซึ่งมีหลากหลายวัตถุประสงค์ ในโพสนี้ ขออธิบายการสื่อสารที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ”การสั่งงาน” ซึ่งดูแล้วเหมือนกับเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็น่าจะสั่งงานได้ แต่หัวใจสำคัญคือ
2 หัวใจสำคัญ การสื่อสาร ที่เป็นงานสำคัญของหัวหน้า New

จากที่เคยพูดถึงว่าทักษะสำคัญของหัวหน้าคือการสื่อสาร ซึ่งมีหลากหลายวัตถุประสงค์ ในโพสนี้ ขออธิบายการสื่อสารที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ”การสั่งงาน” ซึ่งดูแล้วเหมือนกับเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็น่าจะสั่งงานได้ แต่หัวใจสำคัญคือ

บทบาทหัวหน้างาน ไม่ได้มีแค่การสั่งแล้วตามจิก หลายคนรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เห็นทำงานอะไรเลย ได้แต่สั่งงานแล้วก็ตามงาน แถมหัวหน้าบางคนก็ตามแบบจิกๆ อีกต่างหาก ทำแบบนี้หัวหน้าทำถูกหรือไม่?
ที่นี่เรามาดูหน้าที่หลักๆของหัวหน้าว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง
บทบาทหัวหน้างาน ไม่ได้มีแค่การสั่งแล้วตามจิก

หลายคนรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เห็นทำงานอะไรเลย ได้แต่สั่งงานแล้วก็ตามงาน แถมหัวหน้าบางคนก็ตามแบบจิกๆ อีกต่างหาก ทำแบบนี้หัวหน้าทำถูกหรือไม่? ที่นี่เรามาดูหน้าที่หลักๆของหัวหน้าว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง

Catfish Effect บริหารพนักงานให้แกร่ง จากแรงฮึดเพื่ออยู่รอด Catfish Effect (เอฟเฟกต์ปลาดุก) คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีคู่แข่งที่มีแข็งแกร่งเข้ามา จนทำให้คู่แข่งที่อ่อนแอ มีการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากอะไร? และนำมาใช้เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ได้อย่างไร? มารู้กันจาก blog นี้
Catfish Effect บริหารพนักงานให้แกร่ง จากแรงฮึดเพื่ออยู่รอด

Catfish Effect (เอฟเฟกต์ปลาดุก) คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการมีคู่แข่งที่มีแข็งแกร่งเข้ามา จนทำให้คู่แข่งที่อ่อนแอ มีการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากอะไร? และนำมาใช้เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ได้อย่างไร? มารู้กันจาก blog นี้