Thailand RESET, Business RESTART เช็คความพร้อมทีมงาน เพื่อสร้าง Results ให้องค์กร

วันที่: 31 พ.ค. 2565 15:53:16     แก้ไข: 31 พ.ค. 2565 19:47:11     เปิดอ่าน: 150     Blogs

 



กว่าสองปี ที่เราต้องอยู่ในภาวะลักปิดลักเปิด ธุรกิจเปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง ตอนนี้ ประเทศไทยของเรากำลัง Reset กฎระเบียบต่างๆ ให้กลับมาเป็นสถานการณ์ปกติดังเดิมแล้ว เพราะ วันที่ 1 มิถุนายน นี้ คือ วัน "เปิดประเทศ" อย่างสมบูรณ์แบบครับ

สิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำ คือ Restart ตัวเอง หัวหน้าต้องพาทีมพุ่งทะยาน ไปสร้าง Results หรือ ผลลัพธ์ในธุรกิจให้กลับมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

หากใครยังจำ webinar ในช่วงแรก ๆ ของเราได้ อ. คม สุวรรณพิมล เคยบอกไว้แล้วว่า จริงๆ แล้ว เราไม่ได้สู้กับวิฤตของโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่มันยังมี Challenges อีกมากมาย ที่โดนสถานการณ์ไวรัสบดบังไว้มากมาย ภายใต้ยุคของ VUCA World
 
โลกยังเป็นแบบนั้นครับ เราอาจสบายใจได้เปาะหนึ่งว่าวิกฤตใหญ่ที่มีมากว่า 2 ปี เบาลง แต่เป้าหมายของการ Restart ครั้งนี้ คงไม่ใช่เพื่อให้องค์กรกลับไปเหมือนเดิมแน่นอน
 
องค์กรและทีมงาน ต้อง Restart ตัวเองในเวอร์ชั่น Update เพราะสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจนั้น ไม่เหมือนช่วงก่อนวิกฤตอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า
 

คู่แข่งขันในหลายธุรกิจที่ตั้งตัวได้ก่อน พัฒนาตัวเองได้เร็ว ก็รอดพ้นมาได้ แถมยังกล้าแกร่งกว่าเดิม
 
พฤติกรรมของลูกค้าก็ เปลี่ยนไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ กลยุทธ์ธุรกิจที่เคยได้ผล ก็ล้าสมัยอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปีครับ
 
เทคโนโลยีก็เปลี่ยนไป หลายธุรกิจเข้าสู่ความเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล บางที่ล้ำกว่า หาลูกเล่น Metaverse มาแบบเว่อวัง

 
แถมท้ายด้วยวิกฤตใหม่ๆ เช่น สงครามรัสเซีย ยูเครน วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ อาหาร กำลังเป็นตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาเป็นแรงกดดัน ต่อผู้นำในการสร้างผลลัพธ์ที่ว่าด้วย
 
ถ้ายังไม่รู้ว่า พร้อมไหม ผมขอให้คำถามเพื่อเช็คความพร้อมก่อน RESTART ตามนี้ครับ
 
  1. ทีมงานพร้อมแล้วหรือยัง ในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้?
  2. กลยุทธ์ในการรับมือสถานการณ์ของทีมคุณเป็นอย่างไร?
  3. กลยุทธ์นั้น นำไปสู่เป้าหมายที่องค์กรต้องการมากแค่ไหน? สร้าง Result ที่เป็นรูปธรรมหรือไม่?
  4. ทีมคุณพร้อมทำในสิ่งที่ใช่ ตามกลยุทธ์ที่วางไว้หรือไม่ หรือ จะกลับไปทำสิ่งเดิมๆ เหมือนก่อนเกิดสถานการณ์วิกฤต?
  5. ถ้ายัง แผนพัฒนาทีมงาน เพื่อความพร้อมเป็นอย่างไร?
 
ถ้ารู้สึกว่า ยังไม่พร้อมสำหรับการ Restart  ทางเราขอแนะนำโปรแกรมการพํฒนาผู้นำ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ คือ
 
  • Coaching For Business Results: เพื่อให้ผู้นำสามารถวางกลยุทธ์ และสนับสนุนทีมงานให้ทำตามกลยุทธ์ได้
  • Formation X : เพื่อสร้างทีมงานให้มีความพร้อมในการรับมือกลับความเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบัน และ อนาคตที่การเปลี่ยนแปลงจะทวีมากขึ้นเรื่อยๆ
หากพัฒนาในสองส่วนนี้ ก็จะช่วยให้ทีมของคุณ บรรลุ Key Factors ที่จะ Restart ธุรกิจองค์กร ได้อย่างราบรื่นครับ 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ประเมินผลการพัฒนาคนอย่างไร? ให้ได้ Results ที่องค์กรต้องการ เสียงบพัฒนาคนไปแล้ว บริษัทจะได้อะไรกลับมาบ้าง?" เจอคำถามนี้ จะต้องตอบอย่างไร? เพื่อให้ตอบคำถามนี้ และวัดผลการอบรมได้ Model ของ Kirkpatrick จึงถูกนำมาใช้ เพื่อดูว่า โครงการพัฒนาคนนั้น สร้างผลลัพธ์ระดับใดบ้าง
ประเมินผลการพัฒนาคนอย่างไร? ให้ได้ Results ที่องค์กรต้องการ New

เสียงบพัฒนาคนไปแล้ว บริษัทจะได้อะไรกลับมาบ้าง?" เจอคำถามนี้ จะต้องตอบอย่างไร? เพื่อให้ตอบคำถามนี้ และวัดผลการอบรมได้ Model ของ Kirkpatrick จึงถูกนำมาใช้ เพื่อดูว่า โครงการพัฒนาคนนั้น สร้างผลลัพธ์ระดับใดบ้าง

5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้
5 คำถามวัดนิสัย ดูว่าคุณใกล้เป็น หัวหน้า Micromangement หรือยัง? New

การทำงานแบบ Hybrid Working หัวหน้าหลายคนอาจต้องการให้ทีมมี Productivity ไม่น้อยกว่าช่วงทำงานออฟฟิศ แต่การ monitor ที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะทำให้เกิด Productivity อาจทำให้ทีมงานรู้สึกว่า หัวหน้าจู้จี้ หรือเป็น Micromanagement Boss มากกว่าเดิม ถ้าคุณอยู่ในบทบาทหัวหน้า มาลองสังเกตตัวเองกันว่า เราเข้าใกล้การเป็น Micromanagement Boss กันแล้วหรือยังจากคำถามเหล่านี้

รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน  "คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ
รู้จักการส่องกระจก 6 ด้าน เพื่อสร้างความสำเร็จในงานอย่างยั่งยืน

"คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้า แต่เพียงด้านเดียว ให้เอากระจกหกด้าน มาส่องเสียบ้าง แล้วจะเห็นเอง" สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แล้วเกี่ยวยังไงกับการทำงาน?? เพราะ ชีวิตการทำงานของเรา ก็จำเป็นต้องส่อง กระจก 6 ด้านเหมือนกันครับ เพื่อให้มุมมองที่รอบด้านและทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ซึ่งกระจกทั้ง 6 ด้านก็คือ

ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้ อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ
แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" 
"ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ
ก้าวข้ามปัญหา ด้วยการขจัดความไม่รู้ทั้ง 4 ด้านนี้

อันที่จริง ผลกระทบของปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ความเขลา" อย่างที่ หลายๆ คน คิดนะครับ แต่เกิดจาก "ความไม่รู้" หรือ ไม่มีข้อมูลในการจัดการกับ "สถานการณ์" ที่เกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดการได้ "สถานการณ์"นั้น จึงเป็น "ปัญหา" "ความไม่รู้" โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 4 ด้านนี้ครับ

บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่ "ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง"
จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"
บริหารงานด้วย Data เรื่องที่หัวหน้าต้องไม่พลาดในการบริหารงานยุคใหม่

"ถ้าอธิบายปัญหาได้ชัดเจน เท่ากับแก้ปัญหาไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง" จอห์น ดิวอี้ นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ว่าไว้แบบนั้น โชคดีอย่างมากเช่นกัน ที่ในยุคปัจจุบันคำอธิบายปัญหาเหล่านั้น อยู่ในรูปแบบของ "ข้อมูลดิจิทัล"

หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง แนวคิด หยิน-หยาง  นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน
ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ
หลักบริหารงานแบบหยิน-หยาง เพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลง New

แนวคิด หยิน-หยาง นี้เชื่อว่า พลังต่างๆ ในจักรวาลนั้นมี 2 ด้าน คือ หยิน และ หยาง ซึ่งเป็นพลังงานสองขั้วที่ตรงข้ามกัน ดังนั้น ในเครื่องหมายหยินหยางนั้น จึงมีสีตรงข้ามกัน คือ ดำ และ ขาว ดังนั้นในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบแนวคิดเต๋า ก็มีสองด้านครับ นั่นคือ